รูปบทความ กทม.ยกเลิกบีอาร์ที ‘BRT’ เหตุเจ๊งถล่มทลาย! ขาดทุนยับปีละ 200 ล้านบาท

กทม.ยกเลิกบีอาร์ที ‘BRT’ เหตุเจ๊งถล่มทลาย! ขาดทุนปีละ 200 ล้านบาท

เป็นโครงการทำลายวินัยการเงินการคลัง ไม่ได้ช่วยแก่ปัญหาจราจร ไม่ได้ทำเพื่อกลุ่มเป้าหมาย และไม่ได้ให้บริการกับประโยชน์สาธารณะ

ปิดฉาก BRT รถประจำทางด่วนพิเศษ  สายช่องนนทรี-ราชพฤกษ์ มูลค่ากว่า 2 พันล้านบาท ในวันที่ 30 เม.ย.นี้ พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้ว่าฯ กทม. ชี้เป็นโครงการทำลายวินัยการเงินการคลัง ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาจราจร ไม่ได้ทำเพื่อกลุ่มเป้าหมาย และไม่ได้ให้บริการกับประโยชน์สาธารณะ

ภาพจาก : https://commons.wikimedia.org 

สำหรับใครที่ซื้อคอนโดที่อยู่ใกล้กับเส้นทางเดินรถของ BRT อาจจะเคยได้ยินข่าวเมื่อปีก่อนว่า BRT จะถูกยกเลิกนั้น เมื่อวันที่ 6 ก.พ.ที่ผ่านมา พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้ว่าฯกทม. ได้แถลงการยกเลิกโครงการรถโดยสารด่วนพิเศษ (BRT) สายสาทร-ราชพฤกษ์ หรือสายช่องนนทรี-ราชพฤกษ์ อย่างเป็นทางการ โดยหลังจากเปิดให้บริการมากว่า 6 ปี ตั้งแต่เดือน พ.ค. 2553 พบว่าจำนวนผู้โดยสารไม่เป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้จาก 3 หมื่นคนได้เพียง 2.5 หมื่นคนเท่านั้น แม้จะมีการลดค่าโดยสารจาก 10 บาทเหลือ 5 บาทแล้วก็ตาม แต่ก็ทำให้ขาดทุนถึงปีละ 200 ล้านบาท

ตารางสรุปรายรับค่าโดยสาร - รายจ่าย BRT ปี 2553 – 2559

หมายเหตุ :

1.เริ่มเก็บค่าโดยสาร 10 บาท ตลอดสายตั้งเเต่ 1 ก.ย.2553

2.ปรับรถค่าโดยสารเป็น 5 บาทตลอดสาย ตั้งเเต่ 15 เม.ย.2556 - 30 มิ.ย.2559

3.ปี 2553* ข้อมูลตั้งเเต่เดือน ก.ย. - ธ.ค. 2553

4.ปี 2559** ข้อมูลตั้งเเต่เดือน ม.ค. - เม.ย. 2559

ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบ : www.posttoday.com

ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่เปิดให้บริการ รถบีอาร์ทีประสบภาวะขาดทุนกว่า 1,000 ล้านบาท

BRT คืออะไร

BRT ย่อมาจากคำว่า Bus Rapid Transit หรือ รถโดยสารด่วนพิเศษเป็นรถโดยสารที่สามารถให้บริการได้รวดเร็ว ประหยัดเวลา สะดวกสบาย และปลอดภัยสูงใกล้เคียงรถไฟฟ้าแต่จะวิ่งบนทางเฉพาะบนถนนแยกจากรถอื่นๆ ซึ่งเปิดให้ใช้บริการมาตั้งแต่ พ.ศ.2553 ในงบประมาณปรับปรุงและก่อนสร้างถนนทางเดินรถ,สะพานข้าม,สถานีโดยสาร และอื่นๆ ประมาณ 2,000 ล้านบาท มีสถานีทั้งหมด 12 สถานี

ตัวรถที่มีความทันสมัย มีคุณลักษณะพิเศษ ที่แตกต่างจากรถขนส่งมวลชนทั่วไป

ระบบซื้อตั๋วทันสมัย

ด้วยความทันสมัยและมีความพิเศษ ดังนั้นระบบการจ่ายค่าโดยสารจึงใช้ระบบเดียวกับรถไฟฟ้า ผู้ใช้บริการสามารถซื้อตั๋วได้ที่ห้องออกตั๋วและเครื่องจำหน่ายตั๋ว อัตโนมัติเมื่อขึ้นสู่สถานี จากนั้นจะเดินผ่านประตูกั้น ผ่านเครื่องอ่านตั๋วซึ่งเป็นระบบตั๋วไร้สัมผัสเช่นเดียวกับรถไฟฟ้า   

ตัวรถที่มีความทันสมัย มีคุณลักษณะพิเศษ ที่แตกต่างจากรถขนส่งมวลชนทั่วไปอย่างไร?

1.ระบบ GPS อัจฉริยะ พร้อมเสียง ภาพ – เสียง บนจอแสดงผล LCD บอกสถานีที่จะถึง

2.ติดตั้งระบบจราจรอัจฉริยะ ( Intelligent Transport System หรือ ITS )

ระบบขนส่งจราจรอัจฉริยะประกอบด้วย 4 ระบบสำคัญที่ใช้ในรถ BRT คือ

1. ระบบการจัดการจราจร เกี่ยวข้องกับการควบคุมการจราจรและสัญญาณไฟจราจร โดยการนำเอาเทคโนโลยีชั้นสูงทั้งในด้านฮาร์ดแวร์และซอร์ฟแวร์มาใช้ในการควบคุมสัญญาณไฟจราจรให้เกิดประสิทธิภาพ

2. ระบบการให้ข้อมูลข่าวสารการเดินทาง ระบบดังกล่าวนี้เป็นการให้ข้อมูลข่าวสารก่อนการเดินทาง ระบบแนะนำเส้นทางติดตั้งในรถยนต์ การให้ข้อมูลข่าวสารขณะเดินทางเกี่ยวกับอุบัติการณ์และอุบัติเหตุต่าง ๆ

3.ระบบความปลอดภัยในยานพาหนะและการจัดการเหตุฉุกเฉิน ประกอบด้วยเทคโนโลยีเกี่ยวกับยวดยานอันจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ ตลอดจนเพประสิทธิภาพและความสะดวกสบายในการขับขี่อีกทางหนึ่ง มีการควบคุมความเร็วอัตโนมัติ การเตือนการชน การหลีกเลี่ยงการชน เครื่องมือป้องกันหรือเตือนกรณีผู้ขับขี่ง่วงนอน

4. ระบบการจัดการรถขนส่งสาธารณะ เป็นระบบที่ใช้เทคโนโลยีในการบอกตำแหน่งของยานพาหนะอัตโนมัติ (AVL) ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนเนื่องจากสามารถทราบเวลาในการรอรถโดยสารสาธารณะ ทำให้สามารถบริหารเวลาการเดินทางได้ดียิ่งขึ้น

ขอบคุณข้อมูล : http://oknation.nationtv.tv

ภาพจาก : www.thanakom.co.th

12 สถานี กับ 30 นาที

BRT มี 12 สถานีซึ่งเวลาที่ใช้ในการเดินทางเพียง 30 นาทีเท่านั้น โดยเริ่มออกเดินทางจากสถานีสาทรไปตามถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ผ่านแยกถนนจันทน์ แยกนราราม 3 เลี้ยวขวาเข้าถนนพระราม 3 ลอดใต้สะพานพระราม 9 เข้าสู่ถนนรัชดาภิเษก ขึ้นสะพานพระราม 3 ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ไปสิ้นสุดที่แยกถนนรัชดาภิเษก-ถนนราชพฤกษ์

จุดจอด 12 สถานี คือ สถานีสาทร สถานีอาคารสงเคราะห์ สถานีเทคนิคกรุงเทพ สถานีถนนจันทน์ สถานีนราราม 3 สถานีวัดด่าน สถานีวัดปริวาส สถานีวัดดอกไม้สถานี สะพานพระราม 9 สถานีเจริญราษฎร์ สถานีสะพานพระราม 3 และสิ้นสุดที่สถานีราชพฤกษ์ โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที มีผู้โดยสารตลอดเส้นทางประมาณ 20-30 คน/เที่ยว

ทั้งนี้สถานีปลายทางจะสามารถเดินทางเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าบีทีเอสที่ “สถานีตลาดพลู” ได้ แต่การเดินทางอาจจะลำบากเล็กน้อย เพราะต้องเดินข้ามทางม้าลาย เนื่องจากยังไม่มีสกายวอล์กต่อเชื่อม หลังจากข้ามทางม้าลายเสร็จก็เดินขึ้นไปบนทางสกายวอล์กของสถานีตลาดพลู ใช้เวลาเดินประมาณ 5 นาที

( ขอบคุณข้อมูลจาก www.prachachat.net)

ภาพจาก : www.thebkkresidence.com

เนื่องจาก BRT ถูกผู้ใช้รถบนท้องถนนส่วนใหญ่ไม่พอใจเพราะเส้นทางจราจรไม่พอ ก็ได้มีการเปิดให้รถทั่วไปใช้เส้นทางร่วมกับ BRT ได้ในช่วงเวลาพิเศษเท่านั้น แต่บางครั้งที่ไม่ใช่เวลาเร่งด่วนก็ยังมีรถที่ขับเข้ามาใช้เลนส์ร่วมกับ BRT ทำให้รถบีอาร์ทีไม่สามารถทำความเร้วและเวลาได้ จึงเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องการจราจรได้เท่าที่ควรนัก

เมื่อยกเลิก BRT จะส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง

แม้ว่ากทม.จะขาดทุนจากการสร้างรถด่วนพิเศษ BRT แต่ในแง่มุมของผู้ใช้แล้ว BRT กลับตอบสนองความสะดวกสบายในการเดินทางเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าจำนวนเป้าหมายจะไม่ถึง 3 หมื่นคนต่อวัน แต่ 2.5 หมื่นคนที่ใช้บริการนั้นนั้นก็ต้องได้รับผลกระทบ ยิ่งโดยเฉพาะคนในท้องที่ ที่ใช้ BRT เป็นระบบโดยสารสาธารณะหลักแล้วอาจทำให้การใช้ชีวิตประจำวันเปลี่ยนไป เช่น การเดินทางที่นานขึ้น การเดินทางที่ต้องมีการต่อรถมากขึ้น เป็นต้น

ภาพจาก : www.posttoday.com

คำถามที่หลายคนสงสัย ถ้าถึงวันที่ 30 เม.ย.60 แล้วคนที่เคยใช้บริการรถด่วนพิเศษ BRT จะทำอย่างไร สำหรับทางมติของสภากทม.นั้นก็จะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ทราบก่อน และจะประสานให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) มาเดินรถเเทนในเส้นทางที่ BRTเคยผ่าน ส่วนสถานีบีอาร์ที 12 สถานีนั้น จะให้ขสมก.ใช้รับและส่งผู้โดยสาร และที่สำคัญจะมีการคืนผิวจราจรให้ประชาชนที่ใช้รถยนต์ส่วนตัวบนถนนเส้นนั้นๆ อีกด้วย