รูปบทความ การวางแพทเทิร์นสำหรับกระเบื้องปูพื้นลายไม้

การวางแพทเทิร์นสำหรับกระเบื้องปูพื้นลายไม้


กระเบื้องปูพื้นลายไม้ เป็นวัสดุที่นิยมมาแต่งคอนโดมาก เพราะเข้ากับการตกแต่งคอนโดได้หลาหหลายสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นสไตล์มินิมอล ลอฟท์ วินเทจ สแกนดิเนเวีย โมเดิร์น เป็นต้น ซึ่งการตกแต่งจะออกมาเป็นสไตล์ไหนนั้นขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบด้วยกัน ทั้งเฟอร์นิเจอร์ วอลเปเปอร์ ของตกแต่งต่างๆ รวมไปถึงพื้นกระเบื้อง 

กระเบื้องปูพื้นลายไม้ นอกจากจะมีลวดลาย สีสันธรรมชาติ ให้ผิวสัมผัสเสมือนไม้จริงแล้ว ยังดูแลรักษาง่าย และทนความชื้นได้ดี

วันนี้ Estopolis จะพาผู้อ่านไปดูแนวทางการวางแพทเทิร์นการใช้กระเบื้องปูพื้นลายไม้สำหรับการตกแต่งคอนโดกันว่า จะสามารถออกมาได้สไตล์ไหนได้บ้าง เหมาะสำหรับมนุษย์คอนโดที่รักสีสันของธรรมชาติ ชื่นชอบผิวสัมผัสไม้ แต่ไม่มีเวลาหรือไม่อยากกังวลกับการดูแลรักษาพื้นไม้จริงๆ 

1. แพทเทิร์นกระเบื้องปูพื้นลายตรง

เป็นแพทเทิร์นยอดนิยม โดยการวางกระเบื้องปูพื้นลายไม้ให้ตรงเป็นแถวและแนวเดียวกัน นอกจากนี้ยังสามารถปูกระเบื้องขึ้นไปบนส่วนที่ต้องการเน้นให้เด่น หรือต้องการแบ่งโซนภายในห้องให้ดูต่างกัน แต่ยังอยากให้ดูกลมกลืนอยู่ด้วยกัน อาจใช้กระเบื้องปูพื้นลายไม้ที่เฉดสีใกล้เคียงกับผนัง 

กระเบื้องปูพื้นลายไม้

5. แพทเทิร์นกระเบื้องปูพื้นลายผสมกับกระเบื้องวัสดุอื่นๆ

2. แพทเทิร์นกระเบื้องปูพื้นลายสลับ

การใช้ลายกระเบื้องปูพื้นสลับกันคล้ายวางอิฐบล็อก เป็นอีกวิธีการเพิ่มลูกเล่นให้กับพื้นห้อง เหมาะกับการใช้กระเบื้องแผ่นเล็กๆเท่าก้อนอิฐ แต่ถ้ากระเบื้องแผ่นขนาดยาว ควรปูเยื้องกันประมาณ 1 ส่วน 3 ของกระเบื้อง

กระเบื้องปูพื้นลายไม้

3. แพทเทิร์นกระเบื้องปูพื้นสล้บเฉดสี ลายและขนาด

การปูกระเบื้องเลียนแบบตามลายไม้ธรรมชาติ สามารถทำได้โดยสลับขนาดและเฉดสีที่แตกต่างกันออกไป เพราะโดยปกติแล้ว ไม้ตามธรรมชาติมักจะมีสีสันที่ไม่เหมือนกัน ขนาดต่างกัน และผิวสัมผัสที่ต่างกันด้วย

กระเบื้องปูพื้นลายไม้

4. แพทเทิร์นกระเบื้องปูพื้นลายก้างปลา

แพทเทิร์นกระเบื้องปูพื้นลายก้างปลาจะเป็นการวางกระเบื้องลายไม้ขนาดสี่เหลี่ยมผืนผ้าให้เป็นรูปตัว V ต่อกันไปเรื่อยๆ ทำให้ห้องดูแล้วน่าสนใจ และพรางตาให้ห้องดูกว้างมากขึ้นอีกด้วย โดยเฉพาะหากเป็นกระเบื้องลายไม้สีอ่อนๆ จะทำให้ห้องสว่าง และดูโปร่ง นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มจุดนำสายตาด้วยการใช้กระเบื้องปูพื้นแบบลายก้างปลาสลับสีไม้เข้ม-อ่อน จะทำให้ห้องดูเคลื่อนไหว มีไดนามิค

กระเบื้องปูพื้นลายไม้

5. แพทเทิร์นกระเบื้องปูพื้นลายผสมกับกระเบื้องวัสดุอื่นๆ

นอกจากการใช้กระเบื้องลายไม้ปูพื้นแบบเดียวแล้ว เรายังสามารถนำกระเบื้องปูพื้นวัสดุอื่นๆ มาผสมด้วยก็ได้ จะช่วยให้ห้องดูมีกิมมิค เป็นจุดสนใจมากยิ่งขึ้น หรือเป็นการเน้นมุมนั้นๆ ในโซนของห้อง เช่นการใช้กระเบื้องกันลื่นมาผสมกับกระเบื้องลายไม้ในโซนเปียกของห้องน้ำ

กระเบื้องปูพื้นลายไม้

วิธีการดูแลรักษากระเบื้องลายไม้

1. ดูดฝุ่นหรือสิ่งสกปรกออกจากพื้นผิวให้สะอาด

2. ใช้ม็อปดันฝุ่น กับน้ำยาดันฝุ่น ฉีดน้ำยา ถูพื้นให้ทั่วถึงทุกมุมแล้วทิ้งไว้ 2-3 ชม.

3. ไม่ควรใช้น้ำยาทำความสะอาดที่เป็นกรดโดยเด็ดขาด

4. หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดที่มีผิวหยาบเเละเเหลมคม เพื่อป้องกันผิวกระเบื้องเป็นรอยขีดข่วน

น้ำยาดันฝุ่นคืออะไร?

น้ำยาดันฝุ่น เป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดชนิดหนึ่ง ประโยชน์ของน้ำยาชนิดนี้คือ เป็นน้ำยาที่ช่วยให้การทำความสะอาดง่ายขึ้น ทำให้ฝุ่นเกาะติดผ้าม็อบ ไม่ก่อให้เกิดการฟุ้งกระจายของฝุ่น ป้องกันรอยขีดข่วน และมีกลิ่นหอม ส่วนวิธีการใช้งานนั้นให้นำ น้ำยาดันฝุ่น มาบรรจุลงในภาชนะสำหรับฉีดพ่น (Foggy) โดยไม่ต้องผสมน้ำ แล้วฉีดไปที่ผ้าม็อบ ทิ้งไว้ 10 นาทีเป็นอย่างต่ำหรือถ้าจะให้ดีควรฉีดทิ้งไว้ 1 คืน เพื่อให้ น้ำยาดันฝุ่น ซึมเข้าไปในเนื้อผ้า หลังจากน้ำยาซึมแล้วนำไปถูพื้นภายในบ้านหรืออาคารให้ทั่วได้เลย โดยน้ำยาดันฝุ่นก็จะช่วยให้ฝุ่นละอองยึดติดเกาะกับผ้าม็อบอย่างง่ายดาย (ไม่ทำให้เกิดฝุ่นละอองฟุ้ง) โดยไม่จำเป็นต้องกวาด หรือถูน้ำสะอาดซ้ำ เมื่อฝุ่นละอองที่เกาะอยู่ที่ผ้าม็อบเต็มหรือเยอะมากแล้ว ก็นำผ้าม็อบไปสะบัดฝุ่นออกและนำกลับมาถูใหม่อีกหลายๆ รอบ หลังจากถูพื้นด้วยน้ำยาดันฝุ่นเสร็จ ก็ซักผ้าม็อบตามปกติ ด้วย น้ำยาซักผ้า

กระเบื้องปูพื้นลายไม้

น้ำยาดันฝุ่นจะมี 2 สูตรคือสูตรน้ำผสมซิลิโคน และสูตรน้ำมัน โดยสูตรน้ำผสมซิลิโคนจะเป็นสูตรที่นิยมแพร่หลายมากกว่า ราคาถูกกว่า เนื่องจากเป็นนวัตกรรมที่เพิ่งมีการคิดค้นขึ้นมาเพื่อการทำความสะอาดโดยเฉพาะ การทำความสะอาดให้มีประสิทธิภาพ ต้องทำความสะอาดอย่างถูกต้องและเหมาะสมกับคราบสกปรกและชนิดของพื้นที่ต้องการทำความสะอาด หากบริเวณพื้นมีคราบสกปรก เช่น คราบชา กาแฟ อาหาร ตกบริเวณพื้น เหยียบแล้วเกิดรอยเท้า ตามห้องครัว ห้องอาหาร ทางเดิน (ยิ่งช่วงหน้าฝนจะมีคราบโคลนดินติดมาด้วย) ควรใช้ผ้าชุบน้ำถูพื้น (คือการเช็ดเปียก) เช็ดทำความสะอาด คราบสกปรกก็จะหมดไป แต่หากบริเวณพื้นไม่มีคราบสกปรกมีแต่ฝุ่นละออง เช่น ตามพื้นบ้าน ภายในคอนโด สำนักงานต่างๆ ควรใช้น้ำยาดันฝุ่น (คือการเช็ดแห้ง) ด้วยคุณสมบัติที่กล่าวมาข้างต้น จะช่วยให้ประหยัดเวลาและช่วยเบาแรงได้เป็นอย่างดี แต่ภายในหนึ่งสัปดาห์ ควรมีการเช็ดเปียก อย่างน้อย 1-2 ครั้ง เพราะอาจมีคราบสกปรกที่จำเป็นต้องเช็ดทำความสะอาดด้วยน้ำถึงจะขจัดคราบออกได้

การทำความสะอาดพื้นบางชนิดไม่ควรเช็ดเปียกอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะ พื้นไม้ พื้นปาเก้ พื้นลามิเนต เนื่องจากพื้นเหล่านี้ เมื่อถูกน้ำบ่อยๆ จะทำให้พื้นเสียง่าย พื้นจะลอก หรือมีสีซีดจาง และเสื่อมสภาพในที่สุด หรือประเภทพื้นหินอ่อน หินแกรนิต เมื่อเช็ดเปียกบ่อยๆ จะทำให้ความเงางามของพื้นลดลง เพราะพื้นลักษณะนี้ ผิวหน้าจะมีรูพรุน น้ำจะซึมผ่านไปยังชั้นหินต่างๆได้ แต่หากถูพื้น ด้วยน้ำ (เช็ดเปียก) หรือน้ำยาทำความสะอาดพื้น แต่ไม่ทำความสะอาดผ้าหรือม๊อบถูพื้นบ่อยๆ ผ้าจะชื้น สกปรก และเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค ความชื้นจากผ้าที่สกปรก จะซึมลงไปยังพื้นผิวชั้นต่างๆได้ ทำให้ความเงางามของพื้นลดลง ส่วนพื้นกระเบื้องก็เช่นกัน หากไม่ทำความสะอาดผ้าถูหรือม๊อบถูพื้นบ่อยๆ(กรณีเช็ดเปียก) น้ำในผ้าหรือม๊อบจะซึมตามร่องยาแนวกระเบื้องทำให้ร่องยาแนวกระเบื้องดำและสกปรกมากขึ้น ดังนั้นการเช็ดด้วยน้ำยาดันฝุ่น (เช็ดแห้ง) หรือการเช็ดด้วยน้ำหรือน้ำยาเช็ดพื้น (เช็ดเปียก) ต่างมีข้อดีและข้อเสียต่างกัน เราควรเลือกใช้วิธีการทำความสะอาดให้เหมาะสมกับลักษณะพื้นอย่างถูกต้อง

ข้อมูลน้ำยาดันฝุ่นจาก www.facebook.com/spacleanthailand

ภาพจาก www.Pinterest.com