รูปบทความ ขั้นตอนการซื้อคอนโดสำหรับมือใหม่

ขั้นตอนการซื้อคอนโดสำหรับมือใหม่

ปัจจัยสี่ที่ทุกคนต้องการคือ บ้านที่พักอาศัย อาหาร เครื่องนุงห่ม และยารักษาโรค แน่นอนว่าบ้านเป็นปัจจัยแรก ๆที่ทุกคนอยากจะมีไว้ครอบครองซึ่งในปัจจุบันมีกรรมวิธีที่ทำให้คนที่มีเงินเดือนไม่มาก สามารถมีบ้านเป็นของตัวเองได้ การซื้อคอนโด จึงเป็นตัวเลือกแรก ๆ ของการมีที่พักอาศัยเป็นของตัวเองสำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในเมือง

แล้วการ ซื้อคอนโด แต่ละครั้งควรจะทำอย่างไร ซึ่งคำถามนี้เป็นคำถามยอดฮิตสำหรับมือใหม่ที่ต้องการซื้อคอนโดเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย การเลือกซื้อของแต่ละอย่างยกตัวอย่างเช่น รถยนต์ เราจะเลือกและเฟ้นหารถยนต์ที่มีสมรรถนะที่ดีมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดี เช่นเดียวกันการเลือกซื้อคอนโดแต่ละครั้งก็ต้องมีการพิจารณาที่หนักกว่าการซื้อรถยนต์อีก เพราะคอนโดนั้นเป็นทรัพย์สินที่มีราคาแพงและจะเป็นภาระหนี้ให้กับเราไปนานถึง 20 ถึง 30 ปีเลยทีเดียว


ก่อนที่จะซื้อคอนโดในแต่ละครั้ง ควรที่จะมองย้อนดูตัวเองก็ว่าเราพร้อมที่จะแบกรับภาระหนี้นี้หรือไม่ เพราะการซื้อคอนโดนั้นมีค่าใช้จ่ายที่เยอะแยะ ไม่ใช่แค่จ่ายเงินค่าราคาคอนโดอย่างเดียวเท่านั้น กระบวนการการซื้อคอนโดนั้นยังมีค่าใช้จ่ายต่างๆ อีกมาก อาทิ ค่าจอง ค่าทำสัญญา ค่าส่วนกลาง ค่าตกแต่ง และค่าโอนกรรมสิทธิ์ เป็นต้น เราควรถามตัวเองถึงความพร้อมทางด้านการเงินของเราเสียก่อนที่จะเริ่มซื้อคอนโด ถ้าเราซื้อเงินสดก็ไม่ลำบากเท่าไร แต่ถ้าซื้อเงินผ่อนจำเป็นต้องไปติดต่อ และปรึกษากับธนาคารก่อนว่าสภาพการเงินพร้อมที่จะซื้อคอนโดหรือเปล่า ดีกว่าไปลุ้นเมื่อจองคอนโดไปแล้ว


ขั้นตอนการซื้อคอนโดสำหรับมือใหม่


1. เลือกโครงการคอนโดที่ถูกใจ

ขั้นตอนการซื้อคอนโด สำหรับมือใหม่ นั้นก็คือการเดินทางไปดูโครงการคอนโดต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การตัดสินใจไม่ผิดพลาด เพราะแต่ละโครงการก็จะมีความแตกต่างกันในหลาย ๆ ด้าน สิ่งที่ต้องดูอย่างแรกเลยก็คือ

          1.1 เลือกทำเลคอนโดที่ถูกใจ

                   เลือกทำเลที่ตัวเองชอบเสียก่อน บ้างคนชอบทำเลใกล้ที่ทำงาน หรือไม่ไกลจากรถไฟฟ้า แต่บางคนก็ชอบความสงบเงียบไม่วุ่นวาย การเข้าไปสัมผัสโครงการจริง ๆ เป็นเรื่องที่ดีที่สุด สิ่งที่ต้องเลือกคือทำเลดีสิ่งแวดล้อมรอบตัวดี ทำเลดีในที่นี้หมายถึงการเดินทางที่สะดวกสบาย ใกล้แหล่งของกิน มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการเดินทาง รถไฟฟ้า รถประจำทาง เป็นต้น สิ่งแวดล้อมที่ดีคือบริเวณโดยรอบมีสิ่งบดบังวิวจากในห้องหรือเปล่าหรือที่หลายคนเรียกการบดบังวิวจากตัวตึกสูงว่าบล็อควิว บริเวณนั้นมีโรงงานหรือแหล่งที่ทำให้เกิดกลิ่นและเสียงที่รุนแรงหรือไม่ การจราจรบริเวณนั้นเป็นอย่างไร บริเวณโดยรอบติดหรือใกล้ศาสนสถานหรือเปล่า ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้เราต้องเข้าไปสัมผัสหลาย ๆ ครั้งถึงจะรู้ว่าทำเลและสิ่งแวดล้อมรอบคอนโดที่เราสนใจเป็นอย่างไรบ้าง

          1.2 เลือกโครงการคอนโดโดยดูจากสิ่งอำนวยความสะดวก

                  สิ่งอำนวยความสะดวกที่ว่านี้ไม่ใช่แค่สิ่งที่ทางโครงการจัดมาให้ แต่เหมารวมถึงสิ่งแวดล้อมรอบโครงการด้วย เราควรเลือกหาโครงการที่ถูกใจ ซึ่งอาจจะวัดจากสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ อาทิเช่น การเดินทางว่ามีระบบขนส่งสาธารณะหรือเปล่า พื้นที่สีเขียวมีเยอะหรือเปล่า สิ่งอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิต โดยส่วนมากแล้วคอนโดทุกคอนโดจะมีส่วน Facility หรือที่เราเรียกว่าสิ่งอำนวยความสะดวกไว้รองรับอยู่แล้ว ถ้าเราจะเข้าไปซื้อเราต้องดูว่าคอนโดนั้นมีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรบ้างสระว่ายน้ำที่มีขนาดที่เพียงพอต่อการใช้งานหรือเปล่า มีห้องฟิตเนสขนาดใหญ่ มีสวนหย่อมให้เราสามารถพักผ่อนหย่อนใจในเวลาอยากจะพักผ่อนหรือเปล่า ในบ้างโครงการสวนหย่อมจะอยู่บนดาดฟ้า หรือถ้ามีพื้นที่เยอะสวนหย่อมจะอยู่ชั้นล่างและสามารถวิ่งจ๊อกกิ้งได้ด้วย

อีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือเรื่องของที่จอดรถยนต์ แม้ในตอนที่เราซื้อคอนโด เราอาจจะไม่มีรถยนต์ก็ตามเพราะในอนาคตถ้าเราคิดจะซื้อรถยนต์มาใช้งานก็จำเป็นที่ต้องมีที่จอดรถยนต์สำหรับเราด้วย เรื่องของที่จอดรถยนต์ เป็นเหมือนกับปัญหาโลกแตกเลยก็ว่าได้เพราะทุกคอนโดเหมือนจะมีปัญหานี้ทั้งนั้นเราควรเลือกคอนโดที่มีพื้นที่จอดรถยนต์ที่เพียงพอต่อผู้อยู่อาศัย ถึงจะไม่ครบทุกคนแต่ก็ควรมีการบริหารจัดการที่ดีและมีกฏระเบียบในการจอดรถยนต์ที่เคร่งครัด

         1.3 เรื่องของความปลอดภัย

                  เราควรเดินทางไปยังคอนโดที่เราต้องการซื้อในทุกเวลาไม่ว่าจะเป็นเวลาเช้า กลางวัน และเย็น เพื่อที่จะได้รู้ถึงสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยและความสะดวกในการเดินทางในช่วงเวลาต่าง ๆ ของคอนโด การเลือกทำเลเราไม่ต้องรีบร้อนเราต้องเลือกให้ถูกใจที่สุด เพราะเราหวังว่าคอนโดจะเป็นพื้นที่ที่เราจะอาศัยอยู่ไปอีกนาน

สำหรับมือใหม่สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับคอนโดคือ คอนโดนั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกันคือ คอนโดแบบตึกเตี้ย (Low Rise) และคอนโดแบบตึกสูง (High Rise) ซึ่งคอนโดทั้งสองแบบนี้มีข้อดีและข้อเสียที่ต่างกัน

         คอนโดแบบตึกเตี้ย (low rise)

           คอนโดแบบตึกเตี้ย (Low Rise)เป็นอาคารที่มีความสูงไม่เกิน 23 เมตร โดยส่วนมากแล้วจะสูงไม่เกิน 7 ถึง 8 ชั้นและระยะเวลาการสร้างจะเร็วกว่าคอนโดแบบตึกสูง โดยข้อดีของคอนโดแบบเตี้ยคือ

             - เรื่องของความเป็นส่วนตัวจะดีกว่าคอนโดแบบสูงเพราะจำนวนห้องของผู้อยู่อาศัยมีน้อยกว่า ปัญหาของการอยู่อาศัยก็น้อยลงไปด้วย
             - เรื่องของความปลอดภัยสามารถควบคุมได้ง่ายกว่าเพราะเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสามารถที่จะจดจำคนในคอนโดได้หมด
 
            - ไม่ต้องรอลิฟท์นานเพราะแค่ 7 ถึง 8 ชั้นการใช้งานลิฟท์ก็ไม่นานเหมือนกับคอนโดตึกสูง ถึงช่วงที่จำเป็นจริง ๆ ที่จะต้องลงหรือขึ้นบันได คอนโด 7 หรือ 8 ชั้นก็ยังพอขึ้นลงไว้
 
            - เมื่อคนน้อยเรื่องของที่จอดรถยนต์และสิ่งอำนวยความสะดวกก็จะเพียงพอและพอดีกับผู้ที่อยู่อาศัย
 
            - เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดอย่างเพลิงไหม้ก็สามารถวิ่งหนีออกมาจากตัวตึกได้ทันท่วงที แต่ข้อเสียก็มีเหมือนกัน
 
            - เรื่องของวิวก็จะไม่ได้วิวที่สวยเหมือนกับคอนโดแบบสูงซึ่งบ้างครั้งอาจจะโดนคอนโด หรือตึกสูงข้างเคียงบังวิวไปบ้างเหมือนกัน
 
            - พื้นที่ส่วนกลางอาจจะมีจำกัดและไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้อยู่อาศัยในบ้างครั้ง · คอนโดแบบเตี้ยนี้ส่วนมากแล้วจะอยู่ในซอยจะไม่ติดถนนใหญ่ทำให้การเดินทางไม่ค่อยสะดวกเหมือนกับคอนโดแบบสูง

           คอนโดแบบตึกสูง (High Rise)

             คอนโดแบบตึกสูง (High Rise) เป็นคอนโดที่มีความสูงกว่า 8 ชั้นขึ้นไปและคอนโดส่วนมากจะเป็นคอนโดแบบสูงซะเป็นส่วนใหญ่ โดยส่วนมากจะมีที่จอดรถที่อยู่ชั้น 1 ถึง ชั้น 4 หรือทำที่จอดรถยนต์บริเวณคอนโด และบ้างที่ก็จะสร้างอาคารจอดรถยนต์ขึ้นมาโดยเฉพาะเลย ส่วนสิ่งอำนวยความสะดวกเช่น สระว่ายน้ำ หรือว่าฟิตเนสจะอยู่ในตัวอาคาร หรือบ้างโครงการก็จะแยกออกมาให้เป็นสัดส่วนเห็นได้ชัดเจน ข้อดีของคอนโดแบบสูง

        - มีวิวที่สวยงามกว่าและมีบรรยากาศที่น่าตื่นตาตื่นใจกว่า
 
       - อีกทั้งยังมีการจัดระเบียบและรองรับการใช้งานในส่วน Facility ส่วนกลางได้เยอะกว่า และสวยกว่า เช่น มีสวนหย่อม ที่พักผ่อน สระว่ายน้ำที่ใหญ่กว่า เป็นต้น ข้อเสียของคอนโดแบบสูง
        - ความเป็นส่วนตัวลดน้อยลงเพราะมีผู้อยู่อาศัยมากความเป็นส่วนตัวก็น้อยลงไป อีกทั้งเรื่องของปัญหากระทบกระทั่งหรือความสงบก็ลดน้อยลงไปด้วยเช่นกัน
 
      - ความปลอดภัยของคอนโดแบบสูงนั้นอาจจะมีความปลอดภัยที่น้อยกว่าแบบเตี้ย รวมถึงการก่อสร้างที่ใช้ระยะเวลานานกว่าทำให้ราคาของห้องชุดแต่ละห้องมีราคาที่สูงกว่าคอนโดแบบเตี้ย
       - ในบางครั้งสิ่งอำนวยความสะดวกอาจจะไม่เพียงพอต่อการใช้งานของผู้ที่พักอาศัยเพราะในบ้างครั้งฟิตเนส หรือสระว่ายน้ำก็มีการใช้งานพร้อมกันเป็นจำนวนมาก
 
      - การรอขึ้นลิฟท์ก็ใช้ระยะเวลาที่นานกว่าคอนโดแบบเตี้ย ด้วยจำนวนชั้นที่มากกว่าและผู้อยู่อาศัยที่มากกว่าเพราะในช่วงเวลาเร่งด่วนอาจจะเกิดปัญหาการใช้ลิฟท์ได้เช่นกัน จึงทำให้บ้างโครงการได้จัดลิฟท์สำหรับชั้นเตี้ยและลิฟท์สำหรับชั้นสูงไว้บริการแยกออกมาต่างหากเพื่อแก้ปัญหาการใช้ลิฟท์ในชั่วโมงเร่งด่วน


2. เลือกห้องให้ถูกใจ

       2.1 ขนาดของห้อง

                  ควรเลือกห้องที่มีขนาดเหมาะสมกับความต้องการ สำหรับคนที่อาจจะมีพ่อแม่ เพื่อนฝูงแวะมาเยี่ยมเยียนบ้าง อาจจะเลือกห้องที่ใหญ่ขึ้นมาหน่อย เพื่อให้สามารถต้อนรับแขกได้ แต่ถ้าหากงบประมาณของคุณไม่เพียงพอ การเลือกแปลนห้องที่เหมาะสมก็จะทำให้ห้องของคุณกว้างขึ้นได้ โดยที่คุณสามารถอ่านบทความเกี่ยวกับการเลือกแปลนห้องได้ที่นี่

        2.2 ทิศของห้อง

                 ตำแหน่งห้องที่ไม่ควรเลือกอย่างยิ่งคือ ห้องที่อยู่ทางทิศตะวันตกเนื่องจากประเทศไทยเป็นเมืองร้อน ถ้าห้องอยู่ทิศตะวันตกก็จะโดนแดดในช่วงบ่ายเมื่อเรากลับมาห้อง ความร้อนจากแดดก็ยังคงอยู่ ความร้อนจะทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักขึ้นด้วยส่งผลให้มีการใช้ไฟฟ้าให้มากขึ้น         

        2.3 ที่ตั้งของห้อง

                 เราไม่ควรเลือกห้องที่อยู่ติดลิฟท์ด้วยเหตุผลที่ว่าห้องที่อยู่บริเวณนี้จะเป็นห้องที่ทุกคนจะต้องเดินผ่านและใช้งานตลอดเวลาทำให้เกิดเสียง เมื่อลิฟท์ทำงานก็จะมีเสียงเล็ดลอดเข้ามาในห้องได้ ส่วนห้องที่ติดกับบันไดหนีไฟนั้นถือว่าเป็นห้องที่ใช้ได้เพราะในปัจจุบันบันไดไม่ใช่ทางสัญจรหลักของคนที่อยู่คอนโดแล้ว ดังนั้นเหมือนกับว่าเราได้ผนังแยก สิ่งที่จะได้คือความเงียบสงบในการอยู่อาศัยมากขึ้น พยายามหาวิวที่ถูกใจเรามากที่สุดโดยใช้แนวคิดว่าเมื่อเราทำงานเหนื่อย ๆ หรือตื่นเช้ามาเห็นวิวนี้แล้วเราจะสดชื่นที่สุด นอกจากนี้ห้องที่วิวดี ๆ เวลาขายต่อ หรือปล่อยเช่าก็จะปล่อยได้ง่ายด้วย 

                 การเลือกตำแหน่งห้องพักเราควรเลือกห้องพักที่ไม่สูงและไม่ต่ำจนเกินไป โดยเราสามารถวัดได้จากรูปแบบของคอนโดแบบสูงและแบบเตี้ย ถ้าเป็นคอนโดแบบเตี้ยเราควรที่จะเลือกชั้นที่อาศัยอยู่ประมาณชั้น 4 ถึง ชั้น 6 เพราะถ้าอยู่ชั้นล่างเกินไปคนจะเดินขึ้นเดินลงกันตลอด ส่วนคอนโดแบบสูงนั้นควรจะเลือกชั้นประมาณชั้นที่ 8 ถึง ชั้นที่ 10 เพราะการรอลิฟท์ก็ไม่นานและที่สำคัญเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็สามารถหนีได้ทัน อีกทั้งการอยู่ชั้นที่สูงมากสัญญาณโทรศัพท์ก็ไม่ค่อยดีเท่ากับชั้นกลาง ๆ และชั้นล่าง แต่ถ้า ซื้อคอนโด เพื่อขายเก็งกำไรชั้นยิ่งสูงยิ่งขายง่าย

เรื่องของทิศทางของห้องก็คงแล้วแต่ความชอบ แต่ส่วนมากแล้วหลายคนจะไม่เลือกห้องที่หันไปทางทิศตะวันตกเพราะจะทำให้ห้องร้อนอบอ้าวในช่วงกลางวันแต่หลายคนก็ไม่ได้ซีเรียสเรื่องเหล่านี้ โดยเราสามารถแบ่งข้อดีของแต่ละทิศได้ดังนี้          - ทิศเหนือ ถ้าห้องหันไปทางทิศเหนือจะรับลมได้น้อยกว่าทางทิศใต้เพราะลมเหนือจะมีอยู่เพียง 4 ถึง 6 เดือนต่อปีเท่านั้น แสงสว่างทางทิศเหนือก็มีเพียงพอ
 
        - ทิศใต้ เป็นทิศที่คนจีนนิยมหันหน้าบ้านไปทางทิศใต้เพราะลมใต้จะพัดมาตลอดทั้งปี จะเป็นทิศที่รับลมได้มากกว่าทิศอื่น แต่เรื่องแสงสว่างจะไม่ค่อยส่องเข้าห้องซึ่งบ้างคนอาจจะไม่ชอบเพราะห้องจะอับ
 
        - ทิศตะวันออก ไม่เหมาะสำหรับคนที่ชอบนอนตื่นสายเพราะแดดจะส่องในช่วงเช้า มีลมวิ่งเข้าออกสบาย
 
        ทิศตะวันตก เป็นทิศที่ร้อนที่สุดเพราะแสงอาทิตย์จะส่องในช่วงเที่ยง บ่าย และเย็นทำให้อุณหภูมิในห้องในร้อนมากในช่วงเวลาดังกล่าวจนถึงช่วงหัวค่ำ แต่บ้างคนก็ไม่สนใจเหมือนกันเพราะอาศัยทำงานสายจะเข้าห้องอีกที่ห้องก็คลายความร้อนไปหมดแล้ว

ส่วนตำแหน่งของห้องก็เหมือนที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นก็คือ ไม่ควรเลือกห้องที่มีประตูอยู่ตรงกันกับห้องฝั่งตรงข้ามพอดี ไม่ควรเลือกห้องตรงกับลิฟท์โดยสาร ไม่ควรอยู่ใกล้จุดทิ้งขยะ หรือตรงข้ามที่ทิ้งขยะของอาคาร ตำแหน่งที่บอกมานี้ไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดีแต่เราจะอิงจากการใช้ชีวิตประจำวันถ้าอยู่ห้องในตำแหน่งที่กล่าวมาอาจจะทำให้เราไม่สบายใจเพราะบริเวณต่าง ๆเป็นบริเวณที่มีการใช้งานของผู้คนอย่างต่อเนื่องและทำให้เกิดเสียงและกลิ่นอันไม่พึ่งประสงค์นั่นเอง

3. เลือกนิติบุคคลที่ดูแลคอนโดให้ถูกใจ

มีหลายครั้งเช่นกันที่ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในคอนโดเกิดขึ้นจากนิติบุคคลที่ดูแลคอนโดไม่เข้มแข็ง ปล่อยปะละเลยกฏระเบียบต่างๆและไม่ใส่ใจผู้พักอาศัยที่อยู่ในคอนโด การเลือกนิติบุคคลนั้นก็ควรดูจากชื่อเสียงของนิติบุคคลนั้น ๆหรือไม่ก็ถามจากผู้ที่อยู่อาศัยมาก่อนก็ได้ เพราะเมื่อเรามีปัญหาเกี่ยวกับตัวห้อง ความสะอาดบริเวณคอนโด ความปลอดภัยในการอยู่อาศัย และสิ่งต่าง ๆที่เกิดขึ้นในบริเวณคอนโด เราจำเป็นต้องแจ้งนิติบุคคล การบริการจะช้าจะเร็วก็ขึ้นอยู่กับนิติบุคคลมีคุณภาพหรือไม่ด้วยเช่นกัน

เราควรอ่านกฏระเบียบของการอาศัยในคอนโดให้ดีก่อนจะ ซื้อคอนโด เพราะบ้างคอนโดอนุญาตให้มีการเลี้ยงสัตว์ได้ หรือมีการอนุญาตให้นำห้องชุดในคอนโดมาเป็นห้องพักให้เช่าได้ โดยถามจากนิติบุคคลถึงระเบียบต่าง ๆ ที่เราควรรู้ก่อนที่จะซื้อคอนโดให้ชัดเจน


4. ทำสัญญากับคอนโดที่ถูกใจ

หลังจากได้คอนโดที่ถูกใจแล้ว และเราตกลงปรงใจว่าจะ ซื้อคอนโด แล้วก็ทำการจองคอนโดได้ โดยเราเข้าไปติดต่อฝ่ายขายได้เลยซึ่งในช่วงนี้เราสามารถต่อรองราคา หรือของของแถมต่าง ๆ ได้ โดยส่วนมากแล้วการทำสัญญาจองก็จะมีค่าใช้จ่ายอยู่ประมาณ 3 ส่วนด้วยกันคือ เงินจอง เงินวันทำสัญญา เงินดาวน์ จะประมาณ 5-10% ของราคาบ้าน ซึ่งการทำสัญญาจองคอนโดนั้นเราก็ต้องลงรายละเอียดให้ชัดเจนในหลาย ๆ เรื่องด้วย อาทิเช่น

         - ถ้ากู้เงินไม่ผ่าน จะคืนเงินดาวน์ที่จ่ายไปหรือเปล่า
         - การจ่ายเงินในการผ่อนดาวน์นั้นเป็นจำนวนเงินท่าไร และถ้าจ่ายจะต้องจ่ายเป็นงวด ๆหรือจากเป็นเงินสดทีเดียว
         - วันโอนห้องชุดจะต้องมีเสียค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง เป็นเงินจำนวนเท่าไหร่ และมีอะไรที่โครงการช่วยออก พร้อมทั้งค่าส่วนกลาง ค่ามิเตอร์น้ำไฟ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆที่เกิดขึ้นในวันที่โอนห้องชุด
         - ค่าส่วนกลางและค่าใช้จ่ายเมื่อเข้ามาอยู่มีอะไรบ้างโดยทั่วไปแล้วสำหรับคอนโดมือหนึ่งจะมีค่าใช้จ่ายที่เรียกว่า sinking fund ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่จะเรียกเก็บกับผู้ซื้อคอนโดมือหนึ่งเท่านั้น sinking fund เป็นเงินกองทุนที่จ่ายเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ในวันที่โอนกรรมสิทธิ์ ทางโครงการจะคิดอัตราตามตารางเมตรของห้องชุดโดยที่เงินส่วนนี้จะไว้บริหารคอนโดในระยะยาว
         - ในกรณีที่โครงการสร้างคอนโดมาแล้วไม่เป็นไปตามสัญญา โครงการจะรับผิดชอบอย่างไร จะคืนเงินดาว์นหรือเปล่า และในกรณีที่โครงการล่าช้ากว่าที่ได้ตกลงกันไว้ ทางโครงการจะมีวิธีดูแลอย่างไร ซึ่งเราควรถามให้กระจ่างก่อนทำสัญญา โดยในส่วนของวันทำสัญญานี้ถ้าเราไม่แน่ใจหรือกลัวว่าจะขาดตกบกพร่องอะไรไปในสัญญาเราควรปรึกษาผู้ที่มีประสบการณ์อีกทีหนึ่งเพื่อความมั่นใจและให้สัญญานั้นตรงตามความต้องการของเราด้วย


5. ตรวจรับคอนโดควรหาคนที่มีประสบการณ์ไปดูให้

วันที่นัดไปตรวจคอนโด ถ้าเราไม่มีความรู้เรื่องของบ้านการก่อสร้าง เราควรจ้างผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในการตรวจสอบบ้านและคอนโด มาตรวจสอบคอนโดให้คนที่มีประสบการณ์จะดูอะไรหลายอย่างได้ดีกว่าเราดู เราจะได้พบจุดที่ควรแก้ไขก่อนที่จะเซ็นรับห้องชุด สิ่งหนึ่งที่ต้องเตือนไว้เลยก็คือ ห้ามเซ็นรับห้องชุดในขณะที่ห้องชุดยังไม่เสร็จและไม่สมบูรณ์ตามที่เราพอใจอย่างเด็ดขาด เพราะในช่วงนี้คุณจะโดนเจ้าหน้าที่ธนาคารหรือเจ้าหน้าที่โครงการ มาอ้อนวอนให้เซ็นรับคอนโดให้ก่อน เราไม่ควรทำอย่างนั้นเด็ดขาดเพราะถ้าห้องชุดมีปัญหาเมื่อไรเราจะไม่ได้รับการดูแลที่ดีเหมือนก่อนที่จะเซ็นรับคอนโด

6. วันโอนกรรมสิทธิ์

วันนี้จะเป็นวันที่คุณต้องพร้อมทั้งการยื่นกู้ธนาคารและนัดกับพนักงานธนาคารให้เรียบร้อยก่อนถึงวันโอน เพราะจะใช้เวลาเกือบทั้งวันในการโอนสิ่งที่เราจะต้องรู้เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในวันโอนคือค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ 1% ของราคาประเมิน ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง โดยค่าส่วนกลางงวดแรกอาจจะต้องจ่ายล่วงหน้า 12-24 เดือน ค่าเงินกองทุนส่วนกลาง (sinking fund ) ค่าธรรมเนียมการขอใช้และเงินประกันมิเตอร์น้ำ และมิเตอร์ไฟฟ้า

จากที่กล่าวมาทั้งหมดในบทความ ขั้นตอนการซื้อคอนโดสำหรับมือใหม่นี้ เป็นเหมือนกับเข็มทิศนำทางให้กับผู้ที่ต้องการ ซื้อคอนโดเพื่ออยู่เอง ให้รู้ว่าเราควรทำอะไรก่อนเป็นอย่างแรก และเมื่อทำอย่างแรกแล้วเราควรเดินไปแบบไหนอย่างไร แต่สิ่งที่อยากจะเน้นก่อนที่จะเริ่มซื้อคอนโด ก็คือเรื่องของการเงินเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เราควรสำรวจตัวเองเรื่องการเงินให้ดีก่อนหลังจากมั่นใจเรื่องของการเงินแล้ว ควรขยันไปดูคอนโดในหลาย ๆ ที่ ที่เราสนใจเพื่อนำมาเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียให้ดีเสียก่อนซึ่งเราควรดูตามข้อมูลที่บทความนี้ได้กล่าวไว้ในการเลือกคอนโดก่อนถึงจะตัดสินใจตกลงทำสัญญาซื้อขายอย่างใจเย็นและถี่ถ้วนด้วยนะครับ

ขอบคุณภาพจาก :  https://www.pinterest.com/source/estopolis.com/