รูปบทความ เมื่อเกิดโรคระบาด อยู่บ้านหรือคอนโด แบบไหนปลอดภัยกว่ากัน

เมื่อเกิดโรคระบาด อยู่บ้านหรือคอนโด แบบไหนปลอดภัยกว่ากัน


หลังจากที่ทั่วโลกได้ปรับตัวเพื่อรับมือการระบาดของโควิด–19 มาได้ระยะหนึ่งแล้ว ภาคธุรกิจก็เริ่มกลับมาเดินหน้า รวมถึงผู้ที่วางแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยก็เริ่มกางแผนออกมาใหม่ แต่แผนการที่เคยวางไว้ก่อนหน้านี้อาจจะต้องมีการทบทวนเพราะมีปัจจัยเรื่องความปลอดภัยจากโรคระบาดเข้ามา ทำให้หลายคนเกิดคำถามว่า การอยู่อาศัยแบบส่วนตัวในคอนโดมิเนียมที่มีพื้นที่ส่วนกลางและสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย แต่ต้องใช้ร่วมกันผู้คนที่หลากหลายในโครงการ หรือการซื้อบ้านเดี่ยวแต่ก็ยังต้องอยู่อาศัยร่วมกับญาติพี่น้องในครอบครัวอีกหลายคนแบบไหนจะปลอดภัยมากกว่ากัน ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีคำตอบที่ตายตัว เนื่องจากความปลอดภัยในที่อยู่อาศัยนั้นทั้งหมดไม่ได้ขึ้นอยู่กับประเภทของที่อยู่อาศัยเท่านั้น หากแต่ขึ้นอยู่กับการดูแลและการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพของนิติบุคคล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของที่อยู่อาศัยในปัจจุบันที่ผู้คนส่วนใหญ่นิยมอยู่อาศัยในโครงการบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมมากกว่าสมัยก่อน


สำหรับความปลอดภัยในที่อยู่อาศัยแต่ละประเภทนั้น คำว่า “ความปลอดภัย” ต้องพิจารณาให้รอบด้าน ไม่ใช่เพียงเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเรื่องความอุ่นใจในการใช้ชีวิต มีการช่วยเหลือในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินเช่นการป่วยไข้ ซึ่งในช่วงที่มีการระบาดของโควิด–19 นั้น ก็ทำให้ผู้คนคำนึงถึงปัจจัยนี้ประกอบการตัดสินใจเช่นกัน ซึ่งความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นเมื่ออยู่ในที่พักอาศัย หากพิจารณาให้ดีจะพบว่ามาจากหลายปัจจัย เช่น สมาชิกภายในครอบครัวรับเชื้อจากภายนอกบ้านแล้วนำมาแพร่เชื้อสู่สมาชิกคนอื่นๆ หรือการรับเชื้อจากการติดต่อจากพนักงานส่งของหรือผู้มาติดต่อ ดังนั้นความเสี่ยงที่กล่าวมาจึงเกิดขึ้นได้กับที่อยู่อาศัยทั้งประเภทบ้านเดี่ยวและคอนโดมิเนียม การแก้ปัญหาจากประเด็นนี้จึงต้องพิจารณาว่าการทำงานของนิติบุคคลแต่ละโครงการนั้นมีความรัดกุมและมีประสิทธิภาพตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรคระบาดมากน้อยเพียงใด


สิ่งที่นิติบุคคลต้องคำนึงถึงสำหรับการดูแลโครงการที่พักอาศัยในช่วงที่มีโรคระบาดนั้น ก็คือการคัดกรองและเก็บข้อมูลประวัติบุคคลเข้า-ออกโครงการ โดยเฉพาะบุคคลภายนอกที่เข้ามาติดต่อกับคนภายในโครงการ เพราะหากพบว่าผู้มาติดต่อกลายเป็นผู้ติดเชื้อจะได้ทำการติดตามเพื่อป้องกันการระบาดไปสู่คนอื่นต่อไป โดยการเก็บข้อมูลแบบไร้การสัมผัสนั้นสามารถทำได้หลายช่องทาง เช่น การให้สแกน QR Code เพื่อลงทะเบียนผู้มาติดต่อบริเวณจุดคัดกรอง หรือลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชั่น ซึ่งพลัสฯ เองก็ได้นำวิธีนี้มาใช้ในการรับมือช่วง COVID-19 โดยการพัฒนาแอปพลิเคชั่นให้เป็นตัวกลางการติดต่อสื่อสารสำหรับลูกบ้านและนิติบุคคล มีฟีเจอร์สำหรับกรอกข้อมูลผู้มาติดต่อล่วงหน้า เพื่อใช้สำหรับการเข้า-ออกโครงการโดยไม่ต้องแลกบัตร



ประชาชน ลดการสัมผัสตามจุดเสี่ยงต่างๆ ซึ่งสามารถใช้ได้กับทั้งบ้านเดี่ยวและคอนโดมิเนียม จึงช่วยป้องกันความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังสามารถใช้แจ้งการรับ-ส่งพัสดุ การจ่ายบิล และติดต่อกับนิติบุคคลแบบ social distancing อีกด้วย หรือการสั่งซื้อสินค้าเดลิเวอรี่เช่นกันสำหรับโครงการคอนโดมิเนียม ก็สามารถเลือกให้นิติบุคคลเป็นตัวแทนรับพัสดุเพื่อให้มีการทำความสะอาดกล่องสินค้าก่อนส่งถึงลูกบ้านได้อีกด้วย


ส่วนการทำความสะอาดพื้นที่ส่วนกลางในโครงการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการบ้านเดี่ยวหรือคอนโดมิเนียม สุขอนามัยในพื้นที่ส่วนกลางและจุดคัดกรองมีความสำคัญมาก โดยหากเป็นโครงการบ้านเดี่ยวการวัดอุณหภูมิก่อนการเข้าหมู่บ้านถือว่ามีความสำคัญ หากพบว่าลูกบ้านมีไข้สูงต้องประสานงานไปยังสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุด แต่สำหรับโครงการคอนโดมิเนียมนั้น มีรายละเอียดการดูแลที่มากกว่า เพราะมีจุดสัมผัสที่ลูกบ้านต้องใช้ร่วมกัน เช่นประตูทางเข้าและลิฟท์โดยสาร ซึ่งหากโครงการใดมีการจำกัดจำนวนผู้โดยสารในการใช้ลิฟท์แต่ละครั้ง มีแม่บ้านทำความสะอาดฆ่าเชื้อจุดสัมผัสต่างๆเป็นประจำ ตามทางเดินในส่วนของพื้นที่ส่วนกลางก็มีการฉีดพ่นหรืออบฆ่าเชื้อสม่ำเสมอ ก็จะสร้างความอุ่นใจให้กับลูกบ้านได้มากขึ้น และในช่วงนี้ที่ภาครัฐมีการผ่อนปรนมาตรการหลายๆ อย่างก็เริ่มมีการเปิดพื้นที่ส่วนกลางบางส่วน ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของนิติบุคคล ที่จะต้องเป็นผู้ออกกฎระเบียบในการใช้ เช่น จำกัดระยะเวลาและจำกัดจำนวนคนใช้ห้องส่วนกลางต่อครั้ง ทำความสะอาดหลังการใช้งาน รวมถึงติดป้าย social distancing เว้นระยะห่างในการใช้พื้นที่ส่วนกลางตามจุดต่างๆ และสอดส่องดูแลให้ผู้ใช้สวมหน้ากากอนามัยและทำตามกฎระเบียบ เพื่อความปลอดภัยของผู้พักอาศัยทุกคน


ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัยประเภทไหน หากมีการจัดการดูแลที่ดี มีการคัดกรองป้องกันและรับมือโรคระบาดอย่างเหมาะสม ก็จะช่วยลดความเสี่ยงลงไปได้ นอกจากนี้พฤติกรรมของผู้คนที่อยู่อาศัยภายในบ้าน ภายในโครงการก็ล้วนมีส่วนในการลดการแพร่กระจายเชื้อ เพราะถึงแม้ว่าจะอาศัยอยู่ในบ้านเดี่ยว แต่สมาชิกในบ้านไม่ล้างมือให้สะอาดก่อนเข้าบ้านก็นำความเสี่ยงมาสู่ครอบครัวได้เช่นกัน อีกทั้งการให้ความร่วมมือ ล้างมือทุกครั้งก่อนสัมผัสประตูหรือปุ่มกดลิฟท์ก็ถือเป็นการช่วยลดความเสี่ยงให้กับส่วนรวมและทำให้การอยู่อาศัยร่วมกันมีความปลอดภัยมากขึ้น



ขอบคุณบทความจาก พลัส พร็อพเพอร์ตี้




เรื่องราวต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร...?

Related Stories

Esto Talks

See All >

Living out loud

Living out loud : VANA RESIDENCE พระราม 9 - ศรีนครินทร์