รูปบทความ รวมคำถามสัมภาษณ์งาน ที่มนุษย์เงินเดือนมือใหม่ไม่เข้าใจ

รวมคำถามสัมภาษณ์งาน ที่มนุษย์เงินเดือนมือใหม่ไม่เข้าใจ

หากคุณเจอคำถามที่ไม่เกี่ยวข้องกับงาน บริษัทกำลังแสกน EQ ของคุณ 

การจะกู้ซื้อคอนโดได้ง่าย ๆ สิ่งที่ธนาคารแนะนำคือต้องมีรายรับประจำทุกเดือน และการเป็นมนุษย์เงินเดือนดูเหมือนจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการสร้างเครดิตทางการเงิน สำหรับเด็กจบใหม่ที่มีไฟ ความติสแตก และมั่นใจในตัวเอง มักจะพลาดโอกาสในการได้งานดี ๆ เพราะสติสตังกระเจิดกระเจิงกับคำถามด้านจิตวิทยาต่าง ๆ ที่ HR เจนโลกถาม ทั้งที่จริง ๆ แล้วคำถามเหล่านั้นมันไม่ได้มีอะไรที่ไม่เกี่ยวกับงานเลย


สำหรับบทความนี้ ใครที่ตั้งใจจะเป็นมนุษย์เงินเดือน ลองทิ้งอีโก้ ดึงสติ แล้วศึกษากันดูค่ะ เวลาที่คุณไปสัมภาษณ์งานจะได้ไม่พลาดที่ทำงานดี ๆ เพื่อนร่วมงานดี ๆ ไป เพราะบริษัทที่ให้ความสำคัญกับบุคลากร จะไม่แค่ถามว่าคุณทำงานได้หรือไม่ แต่จะล้วงลึกไปเลยว่าคุณเป็นคนอย่างไร พร้อมจะพัฒนา และแก้ปัญหาได้ไหม



คำถามสัมภาษณ์งานที่ Gen Y ไม่เข้าใจ

1. ไม่ถาม แต่ทดสอบความอดทน มารยาท ตรรกะความคิด ก่อนที่จะสัมภาษณ์

บางครั้งผู้สัมภาษณ์เก่ง ๆ ไม่จำเป็นต้องถามผู้สมัครเลย เพียงแค่ดูวิธีการ ก็สามารถตัดสินได้แล้วว่าตรรกะการคิดเป็นอย่างไร  


1.1 ไม่เจ๋งจริงอย่า Walk-in

อันดับแรกเลยการสมัครงานในสมัยนี้แทบจะไม่มีการ walk-in กันแล้ว การบุกไปที่ออฟฟิศเลยโดยที่ไม่มีการแจ้งล่วงหน้า หรือได้รับการนัดมา คุณอาจจะได้แค่กรอกใบสมัครและกลับบ้าน และคุณจะโดนหักคะแนนมารายาทในฐานะที่ทำให้ HR ต้องสลับตารางงานเพื่อมาต้อนรับคุณด้วย ทางที่ดีคุณควรจะสมัครผ่าน Email นั่นแหล่ะ หากทาง บ. ตอบช้า อาจจะโทรไปถามความคืบหน้าก็ได้ ไม่ต้องใจร้อนขนาดนั้น เพราะคนส่วนใหญ่ที่ Walk in ในยุคนี้ มักจะตกรอบ ไม่ได้เข้าทำงาน ยกเว้นว่าจะเก่งเทพจริง ๆ  



1.2 มีมารยาทในการเข้าอาคาร

ถ้าเป็นตึกที่มีหลาย ๆ บริษัทอยู่ในนั้นควรสอบถาประชาสัมพันธ์ แลกบัตร ให้เรียบร้อยก่อนที่จะขึ้นไปยังออฟฟิศ คุณควรโทรคอนเฟิร์มตามเบอร์โทรที่ทางบริษัทให้ไว้ และเมื่อไปถึงหน้าออฟฟิศควรกดกริ่งให้คนมาต้อนรับ ไม่ใช่เดินดุ่มเข้าไปเลย คุณควรรักษามารยาทในวินาทีที่คุณอยู่ในอาคาร



1.3 จงรอให้เป็น

คนสมัยนี้ใจร้อน และเอาแต่ใจ หลายบริษัทอาจจะมีการทดสอบคุณด้วยการให้คุณนั่งรอเป็นเวลานาน คุณควรนั่งรอให้เป็น แต่ถ้ามันนานมากจริง ๆ คุณสามารถโทรศัทพ์ถามได้ ห้ามเดินดุ่มเข้าไปหาฝ่าย HR โดยเด็ดขาด เพราะบริเวณออฟฟิศด้านในเป็นที่สงวน



1.4 การแต่งกาย

Designer, ครีเอทีฟ เก่ง ๆ มนุษย์สัมพันธ์ดีหลายคน แต่งกายธรรมดา แต่กลับกันคนที่แต่งตัวแปลก ๆ หรือแต่งกายไม่เคารพสถานที่ เมื่อทำงานจริงกลับไม่ได้เรื่อง นี่เป็นสิ่งที่ HR หลาย ๆ บริษัทพบเจอมา ดังนั้นคุณไม่จำเป็นที่จะต้องแสดงความมั่นใจของคุณผ่านการแต่งกาย ส่วนหนึ่งเรื่องของการแต่งกายมันเป็นการแสดงถึง EQ ของคุณด้วย แน่นอนว่าคนที่ EQ ดี ๆ คงรู้ว่าควรแต่งกายแบบไหนไม่ให้คนเกลียด


คำถามสัมภาษณ์งาน ที่เจน Y ไม่เข้าใจ

2. คำถามที่นิยมถาม

นอกเหนือจากการถามเรื่องความสามารถ และการทำงานแล้ว ยังมีคำถามเกี่ยวกับจิตวิทยาที่ HR ลอก ๆ เลียน ๆ กันมากระหน่ำถามคุณอีก ซึ่งถ้าคุณเป็นมนุษย์ผู้เจนจัดในการเข้าสัมภาษณ์คุณคงจะเคยเจอคำถามเหล่านี้และรู้ว่าจะต้องจัดการอย่างไร แต่ถ้าไม่….คุณอาจจะตกรอบได้เลย


2.1 จงบอกข้อดีข้อเสียของคุณ

คำถามนี้เป็นคำถามยอดฮิตมาก และคุณไม่สามารถโกหกผู้สัมภาษณ์เก่ง ๆ ได้ พวกเขาจะไม่ตีความตรง ๆ จากสิ่งที่คุณกำลังพูด เขาจะพยายามตีความจากวิธีการพูดของคุณมากกว่า ว่าคุณมองเห็นข้อเสียของคุณจริง ๆ หรือเปล่า


2.2 เพื่อน ๆ พูดถึงคุณอย่างไรบ้าง

ข้อนี้จะเหมือนกับข้อข้างบน แต่เป็นมุมมองจากคนอื่น ซึ่งมีความน่าเชื่อถือว่าสิ่งที่คุณพูด และคุณสามารถพูดได้โดยไม่เกร็งมาก แต่ก็นั่นแหล่ะก็จะมีข้อมูลที่ผู้ถูกสัมภาษณ์เปิดเผยและปิดบัง ซึ่งผู้สัมภาษณ์เก่ง ๆ ก็จะสามารถแสกนหาจุดเหล่านั้นได้ไม่ยาก


2.3 เป้าหมายในอนาคตของคุณ

บางครั้งก็จะมาในรูปแบบของ อีก 5 - 10 ปีข้างหน้าคุณตั้งเป้าไว้อย่างไร หรือเห็นภาพตัวเองอย่างไร ข้อนี้จะเป็นการวัดว่าคุณมีจุดมุ่งหมายอะไรในชีวิต คุณจะอยู่กับบริษัทนานแค่ไหน และคุณจะพัฒนาตัวเองในด้านใดบ้าง


2.4 ได้ทำอะไรในการที่จะไปให้ถึงเป้าหมายในอีก 5 - 10 ปีหรือยัง และอย่างไร

เป็นคำถามต่อเนื่องจากข้อที่แล้ว ซึ่งจะบอกได้ว่าคุณจริงจังกับเป้าหมายของตัวเองแค่ไหน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหากคุณตอบว่าคุณได้ลงมือทำไปบ้างแล้วจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด ในงานบางอย่างอาจจะหมายความว่าคุณอาจจะให้ความสำคัญกับงานหลักได้ไม่ดีเท่าที่ควรด้วยหากเป้าหมายของคุณคือธุรกิจส่วนตัว แต่ถ้าหากเป้าหมายของคุณเป็นการศึกษา หรือการพัฒนาความสามารถเป็นหลัก คุณสามารถตอบได้เต็มที่แบบไม่ต้องกั๊กได้เลย


2.5 มีอะไรที่คุณภาคภูมิใจ หรือทำสำเร็จในช่วงที่ผ่านมา

คำถามนี้จะเกี่ยวกับสิ่งที่คุณให้ความสำคัญ และผู้สมัครส่วนใหญ่โดยเฉพาะคนที่จบใหม่มักจะตอบว่า เรียนจบ ทำให้คุณพ่อคุณแม่ภาคภูมิใจ ซึ่งถ้าคุณตอบแบบนี้คุณจะไม่ได้คะแนนในข้อนี้เลย หากความภาคภูมิใจของคุณคือการเรียนจบ คุณควรตอบประมาณ “เรียนจบ ซึ่งหมายถึงการที่จะได้เข้ามาสู่การทำงานอย่างเต็มรูปแบบ ได้ใช้ความรู้ที่เรียนมา และทำให้คุณพ่อคุณแม่ได้หายเหนื่อย” ซึ่งคำตอบประมาณนี้จะแสดงถึงความมีไฟในการทำงานงานของคุณด้วย หรือถ้าหากคุณภูมิใจที่เคยเป็นประธานสโมสรนักศึกษา คุณควรตอบว่าคุณได้ทำอะไรให้มหาลัย ไม่ใช่คุณได้เป็นอะไร คำถามนี้จึงเป็นเหมือนการสะท้อนมุมมองทางความคิดของคุณซึ่งถ้ามุมมองของคุณคับแคบ คุณอาจจะตกข้อนี้ได้เช่นกัน



3. คำถามส่วนตัว ที่หลายคนงงว่าจะถามเพื่ออะไร

คำถามส่วนตัว หรือคำถามที่ดูเหมือนจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำงานเลยนี่แหล่ะ ที่เป็นคำถามสุดเด็ด ที่จะแสกนกรรม หยังลึกบุคลิกภาพ และการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดีเลย หากบริษัทไหนมีการถามคำถามลักษณะเหล่านี้ แปลว่าเขาต้องการคนที่มีอีคิวค่อนข้างสูง เพราะต้องการการทำงานและบรรยากาศในการทำงานที่ดีด้วย ซึ่งก็สามารถแปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า บรรยากาศในการทำงานที่นั่นก็จะดี เพราะคัดเลือกคนด้วย EQ


3.1 มีพี่น้องกี่คน

ไม่เพียงแค่มีพี่น้องกี่คน พี่ห้องเป็นผุ้หญิงผู้ชาย ทำงานอะไรด้วย การประเมินเพศ หน้าที่การงานของพี่น้องก็สามารถวิเคราะห์ตัวเราได้เหมือนกัน เช่น หากคุณเป็นลูกคนเดียว สิ่งที่ hr กลัวคือความเอาแต่ใจ ดังนั้นเขาจะถามจี้คุณแบบตรงๆ เลย หากคุณควบคุมอารมณ์ไม่ได้ก็จบ หากคุณเป็นผู้หญิงและมีพี่ชายเขาจะดูว่าคุณถูกตามใจมากไปหรือเปล่า ทำอะไรด้วยตัวเองได้ไหม หากคุณเป็นพี่สาวคุณชอบบงการหรือเปล่า หรือหากพี่น้องคุณเป็นคนที่ประสบความสำเร็จมาก คุณมีความกดดัน และรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจด้วยหรือไม่


3.2 ที่บ้านมีกิจการไหม แล้วทำไมไม่ช่วยที่บ้าน

คำถามนี้มักจะถามเพื่อเช็คว่าคุณมีความแน่วแน่ในทางของตัวเองหรือไม่ รวมถึงโครงการในอนาคตของคุณด้วย หากงานที่คุณสมัครมีความเครียดมากก็มีโอกาศที่คุณจะหนีไปทำงานกับที่บ้าน แบบทิ้งงานไปเลย หรือบางบริษัทก็แค่อยากจะเช็คว่าคุณมีแผนที่จะกลับไปช่วยทางบ้านหรือไม่ และเมื่อไร ซึ่งก็จะมีผลกระทบต่อบริษัทในการที่จะต้องหาคนใหม่มาแทน รวมถึงสอนงานด้วย


3.3 ชอบอะไรเป็นพิเศษ งานอดิเรกคืออะไร

งานอดิเรกสามารถบอกได้บางส่วนว่าคุณเป็นคนแบบไหน ใช้เงินไปกับเรื่องใด หากงานอดิเรกของคุณเป็นการสะสม หรือยึดติดกับอะไรที่เฉพาะเจาะจง คุณมีโอกาสที่จะเป็นคนที่มั่นใจในตัวเอง มั่นใจในความคิดของตัวเอง จนถึงขั้นยึดติดกับอะไรบางอย่างจนไม่สามารถเปลี่ยนความคิดได้ ซึ่งจุดนี้อาจจะขึ้นอยู่กับระดับความเสพติดงานอดิเรกของคุณว่าอยู่ในขั้นไหน แต่ในบางครั้งบริษัทก็แค่อยากรู้ว่าคุณได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ หรือมีความมุ่งมั่นแค่ไหนก็เท่านั้น


3.4 ชอบหนังเรื่องอะไร หนังสืออะไร

คำถามนี้จะบอกว่าสิ่งใดมีผลกระทบต่อจิตใจของคุณ ทำให้คุณรู้สึกประทับใจได้ บางครั้งบุคลิกของคุณ หรือมุมมองความคิดของคุณก็จะสะท้อนผ่านภาพยนต์ที่คุณชอบ หรือหนังสือที่คุณอ่าน นอกจากนี้การให้เหตุผลว่าทำไมถึงชอบ ก็เป็นการเช็คว่าคุณสามารถนำเสนอได้น่าสนใจด้วยหรือไม่


3.5 ชอบฟังดนตรีแนวไหน ชอบนักร้องศิลปินคนไหน

ไอดอลคือบุคคลที่คุณอยากยึดเป็นแบบอย่าง หรือคนที่คุณนับถือ แต่การถามว่ามีใครเป็นไอดอล คนส่วนใหญ่จะตอบว่าพ่อ แม่ หรือใครก็ตามที่เป็นคนดี ซึ่งอาจจะไม่เกี่ยวข้องกับบุคลิกและความคิดของคุณมากนัก คุณอาจจะไม่ได้ทำตัวแบบนั้นจริง ๆ แต่หากเป็นการถามถึงศิลปินที่เป็นไอดอล มีโอกาสที่จะสามารถสะท้อนบุคลิกของจริง ๆ ของคุณออกมาได้สูง เพราะเป็นเรื่องของความรู้สึกล้วน ๆ ไม่ได้อาศัยหลักเหตุผลใด ๆ เลย เช่น หากคุณตอบว่าคุณชอบมาดอนน่า คุณอาจจะชอบการเข้าสังคม ชอบที่จะเป็นจุดสนใจ คุณมีความมั่นใจในตัวเองมาก ๆ และพร้อมจะเผชิญหน้ากับอะไรก็ตามที่คุณคิดว่าไม่ถูกต้อง โดยสนอะไรใด ๆ หรือหากคุณชอบดนตรี Jazz คุณเป็นคนมีรสนิยม คุณอาจจะเป็นคนที่ตรงไปตรงมา จริงใจและแคร์ความรู้สึกคน ชอบความเนี๊ยบจนอาจจะเข้าขั้นย้ำคิดย้ำทำ และรักความสะอาดมาก ๆ เป็นต้น


นอกจากเรื่องของคำถามแล้ว ผู้สัมภาษณ์เก่ง ๆ ยังจะจับกริยาอาการของคุณด้วยว่าอยู่ในท่าอะไร พวกเขาไม่ได้จะจับผิด แต่กำลังวิเคราะห์ว่าคุณเป็นคนอย่างไร การมองไปทางอื่นไม่ได้หมายความว่าคุณไม่ได้พูดโกหก คุณอาจจะเป็นคนขี้อายหรือชอบใช้จินตนาการ การสบตาก็ไม่ได้แปลว่าคุณกำลังพูดความจริงเช่นกัน ดังนั้นแม้ว่าบทความนี้จะเปิดเผยเกี่ยวกับคำถามบางส่วน ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะสามารถเข้าไปโกหกผู้ทำการสัมภาษณ์ได้ สิ่งเดียวที่อยากให้คุณทราบเกี่ยวกับบทความนี้ก็คือ ไม่มีการถามเรื่อยเปื่อยอย่างไร้เหตุผลในการสัมภาษณ์อย่างแน่นอน ดังนั้นสติ! ต้องมีตลอดเวลา !!!