รูปบทความ อยากอยู่แบบไหน? 5 สไตล์การตกแต่งห้องที่ใช่ ด้วยคู่ที่ชอบ

อยากอยู่แบบไหน? 5 สไตล์การตกแต่งห้องที่ใช่ ด้วยคู่ที่ชอบ

ตอนเด็กๆ เราต่างวาดฝันว่า “อยากมีบ้านหรือคอนโดเป็นของตัวเอง” เกิดไอเดียและแบบห้องที่อยากตกแต่งมากมายเต็มหัวไปหมด พร้อมตั้งเป้าหมายแน่วแน่ว่า “โตขึ้นฉันจะเนรมิตพื้นที่ในฝันเหล่านั้นให้สวยเหมือนที่ตั้งใจให้ได้” แต่พอเอาเข้าจริง....เมื่อมีบ้านมีคอนโดแล้วก็ยังไม่กล้าที่จะลงมือทำสักที เพราะสไตล์การแต่งห้องที่ใช่กับสีที่ชอบมันดูเหมือนจะไม่เข้ากันเสียเลย


สี...ผู้ทรงอิทธิพลต่อความรู้สึกและอารมณ์ของมนุษย์


'สี' เป็นสิ่งที่มนุษย์เรารับรู้ได้จากการมองเห็น เป็นองค์ประกอบสำคัญที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์และความรู้สึก เพราะเฉดสีที่เรามองเห็นนั้นจะไปกระตุ้นต่อมไพเนียลและส่งผลต่อฮอร์โมน, ความรู้สึก, จิตใจของแต่ละคน


ซึ่ง 'สี' ถูกแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือ

1.สีโทนร้อน (Warm Colors) เช่น แดง, เหลือง, ส้ม การจับคู่สีโทนนี้จะให้ความรู้สึกถึงพลังงานและการเคลื่อนไหว มีความแข็งแกร่งและต้องการเป็นจุดสนใจ

2.สีโทนเย็น (Cool Colors) เช่น สีน้ำเงิน, เขียว, ม่วง โดยกลุ่มสีนี้จะแสดงถึงความสงบเงียบ เคร่งขรึมและเข้าถึงจิตวิญญาณได้อย่างแท้จริง


ว่าด้วยกฎ “60-30-10” เคล็ดลับการแต่งห้องสี


สำหรับใครที่สงสัยว่า กฎ “60-30-10” คืออะไร? หากอธิบายง่ายๆ มันก็คือ หลักการแบ่งอัตราส่วนของสีที่ใช้ในการแต่งห้อง ช่วยให้ของเราออกมาดูดีและคุมโทนสีได้อยู่หมัด โดยจะแบ่งสัดส่วนของสีออกเป็น


  • สีหลัก 60% : โดยมากแล้วเลือกจะใช้เป็นสีโทนพื้นอ่อนๆ อย่าง สีขาว, ครีม, เทา กัน เพื่อให้ง่ายต่อการตกแต่ง และมักจะถูกใช้เป็นสีทาผนังรอบห้องหรือเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ๆ
  • สีรอง 30% : นิยมใช้เป็นโทนสีกลาง เพื่อมาช่วยเติมเต็มให้ห้องของเรามีชีวิตชีวามากขึ้นอย่าง มักนำไปใช้กับโซฟา, พรมปูพื้น หรือผ้าม่าน
  • สีไฮไลท์ 10% : จะเป็นสีโทนเข้มที่ช่วยเสริมให้ห้องดูโดดเด่น มักใช่แต่งแต้มบนหมอนอิงบนโซฟา, ของตกแต่งบนผนัง, โคมไฟ หรือแจกัน เป็นต้น


เมื่อรู้หลักการเบื้องต้นของการเลือกใช้สีแต่งห้องแล้ว วันนี้ทาง Estopolis ก็ขอพาทุกคนมาลองจับคู่สีที่ชอบให้เหมาะกับสไตล์ที่ใช่กัน ด้วยไอเดียตกแต่งห้อง 5 แบบ 5 สไตล์ ที่เห็นแล้วต้องว้าว! ไปกับคู่สีที่แต่งออกมาแล้วสุดแสนจะเข้ากัน


1. ห้องสไตล์โมเดิร์น (Modern) ตกแต่งด้วยคู่สีน้ำเงินเข้มและสีเทา

'โมเดิร์น' สไตล์การตกแต่งที่ยึดหลักความเรียบง่ายไม่มากเกินความจำเป็น โดยจะเน้นความสวยงามของรูปทรงเรขาคณิตเป็นหลัก แล้วนิยมตกแต่งห้องด้วยเฟอร์นิเจอร์หรือของตกแต่งแบบ Multi Function ที่สามารถตอบสนองการใช้งานได้อย่างแท้จริง


โดยโทนสีส่วนใหญ่ของห้องสไตล์โมเดิร์น ที่เห็นกันบ่อยๆ จะเป็นสีที่เรียบง่ายเพียงไม่กี่เฉดสีเท่านั้นอย่าง สีขาว, สีเทาหรือสีดำ เพื่อสร้างบรรยากาศห้องให้เรียบหรู ดูแพง

แต่!! ทราบหรือไม่ว่าการแต่งห้องสไตล์โมเดิร์นนั้น สามารถใช้สีโทนอื่นๆเข้ามาตกแต่งห้องให้ดูทันสมัยขึ้น แถมยังช่วยเพิ่มความมีชีวิตให้ห้องของเราได้ง่ายๆ อีกด้วย


อย่าง สีน้ำเงินเข้ม และสีเทา การแต่งห้องสไตล์โมเดิร์นแค่สีเทาสีเดียวอาจจะดูจืด อึมครึมหรือราบเรียบจนเกินไปสำหรับบางคน ดังนั้นการนำสีน้ำเงินเข้ามาตกแต่งห้องด้วยจะทำให้ห้องดูมิติ คมเข้ม และสร้างเสน่ห์ความหรูหราให้กับห้องของเราอย่างมาก หรือจะเพิ่มความโก้หรูด้วยของตกแต่งก็ยังได้


สัดส่วนการแต่งสีห้องสไตล์โมเดิร์น

อย่างภาพห้องตัวอย่าง : สีเทาจะถูกจัดให้เป็นสีหลัก 60 % , สีรองเป็นสีน้ำเงิน 30 % และสีไฮไลท์เป็นสีเงินและของตกแต่งที่ช่วยเสริมให้ห้องดูมีลูกเล่นมากยิ่งขึ้น




2. ห้องสไตล์วินเทจ (Vintage) ตกแต่งด้วยคู่สีชมพูและสีฟ้า

'วินเทจ' เป็นสไตล์การแต่งห้องที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว เพราะนอกจากจะอบอวลด้วยเสน่ห์ของกลิ่นอายในอดีตแล้ว ยังมีการใช้ของตกแต่งและเครื่องใช้ไฟฟ้าสมัยเก่า อย่าง โคมไฟ, ผ้าม่าน, โต๊ะ, แจกัน, ภาพตกแต่งหรือลวดลายดอกไม้ มาช่วยบอกเล่าเรื่องราวความประทับใจ


แม้แต่สีที่เลือกใช้ก็สำคัญ!! โดยโทนสีที่เหมาะกับห้องสไตล์วินเทจจะเป็นสีที่ดูนวลตาอย่าง “สีโทนอ่อนหรือสีพาสเทล” ที่ช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลาย สบายตา รวมไปถึงช่วยเบรกลวดลายความเยอะของอุปกรณ์ตกแต่งได้เป็นอย่างดี


อย่าง สีชมพูกับสีฟ้า สองสีนี้ถือเป็นโทนสีมาแรงประจำปี 2016 เป็นคู่สีที่เข้ากันได้ดี โดยสีชมพูให้ความรู้สึกความสงบ อ่อนโยน ในส่วนของสีฟ้าสื่อถึงความเบา โปร่งสบาย ที่กระตุ้นให้รู้สึกผ่อนคลาย ให้อารมณ์เหมือนการมองท้องฟ้า พอได้มาอยู่ห้องบรรยากาศแบบนี้คงชวนให้เราหวนนึกถึงช่วงเวลาดีๆ อันหอมหวานที่ผ่านมาได้ไม่ยาก


สัดส่วนการแต่งสีห้องสไตล์วินเทจ

อย่างภาพห้องตัวอย่าง : จะมีสีหลักเป็นสีฟ้า 60%, สีรองเป็นสีชมพู 30% และสีครีมลายหมอน, ของตกแต่งเป็นสีไฮไลน์ 10% 




3. ห้องสไตล์คอนเทมโพรารี (Contemporary) ตกแต่งด้วยคู่สีขาวและสีเทา

'คอนเทมโพรารี' ก็นับเป็นสไตล์การแต่งห้องที่นิยมมากอีกสไตล์หนึ่ง เพราะมีความเก๋ไก๋ไม่ซ้ำใคร ด้วยการผสมผสานเอา “สไตล์การตกแต่งสมัยใหม่” กับ “เฟอร์นิเจอร์ดีไซน์คลาสสิค” มาเข้าคู่กันได้อย่างลงตัว ทำให้ห้องสไตล์คอมเทมโพรารีสามารถเข้าได้กับทุกยุคทุกสมัย


สไตล์คอนเทมโพรารี แตกต่างจาก สไตล์โมเดิร์น ตรงกลิ่นอายของความวินเทจและความคลาสสิคที่นำมาใส่ให้ห้องของเราดูนุ่มนวลขึ้น เหมาะสำหรับคนที่รักพี่แต่เสียดายน้อง ชอบทั้งสไตล์โมเดิร์นและสไตล์วินเทจ ก็อาจลองเอาสไตล์นี้ไปตกแต่งห้องก็ดูเท่ไม่เบา


เนื่องจากคอนเทมโพรารีเป็นสไตล์การห้องที่มีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกสีและของตกแต่งแบบไหน อย่างวันนี้เราขอเลือก สีขาวและสีเทา มาช่วยให้ห้องดูปลอดโปร่งด้วยการไล่ระดับความเข้มของสี และเสริมของของตกแต่งที่มีสีน้ำตาล จะทำให้ห้องเก๋มากขึ้น...เพราะต่อให้ผ่านไปอีกกี่สิบปี ห้องนี้ก็จะยังคงน่าอยู่เสมอ


สัดส่วนการแต่งสีห้องสไตล์คอนเทมโพรารี

อย่างภาพห้องตัวอย่าง : สีหลักจะเป็นสีเทาและสีขาวเกือบ 80%, รองลงมาเป็นสีน้ำตาล, ลายหมอนและของตกแต่งที่ตัดกระจกเงาทองเพิ่มความหรูหรา 20% 




4.ห้องสไตล์ทรอปิคอล (Tropical) ตกแต่งด้วยคู่สีเทาอมชมพูและสีขาว

'ทรอปิคอล' เป็นสไตล์ที่เหมาะสำหรับอากาศบ้านเราอย่างมาก โดยจะเน้นการตกแต่งและออกแบบให้เข้ากับภูมิอากาศร้อนชื้น ผ่านการตกแต่งด้วยวัสดุธรรมชาติ และโทนสีต่างๆ เช่น สีฟ้า, สีเขียว, สีแดง ตลอดจนสีน้ำตาลของพื้นดินมาใช้


โดยสีที่เราเลือกมาจับคู่กันวันนี้จะเป็น “สีเทาอมชมพูกับสีขาว” เป็นสีพื้นหลักของห้องแต่สร้างความน่าสนใจให้ห้องมากขึ้น ด้วยโซฟาสีเขียวที่ดึงดูดสายตาเราไว้ตั้งแต่แรกเห็น เพราะสีเขียวเป็นสีที่ช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลาย คล้ายสีสันของต้นไม้และป่าเขา แล้วจึงเสริมเสน่ห์ให้ห้องดูมีชีวิตมากขึ้นด้วยไม้ประดับเล็กๆ เพื่อให้ความรู้สึกสบาย ผ่อนคลายเหมือนอยู่ทามกลางธรรมชาติ


สัดส่วนการแต่งสีห้องสไตล์ทรอปิคอล 

อย่างภาพห้องตัวอย่าง : มุมนั่งเล่นนี้จะโดดเด่นด้วยสีขาวเป็นหลัก 60% รองลงมาจะเป็นสีเทาอมชมพู 30% และเพิ่มสีสันให้ห้องเป็นสไตล์ทรอปิคอลมากขึ้นด้วยโซฟาสีเขียว และต้นไม้ 10%




5.ตกแต่งห้องสไตล์โคซี่ แอนด์ วอร์ม (Cozy & Warm) ด้วยคู่สีเทาอ่อนและเทาเข้ม

ห้องสไตล์ โคซี่ แอนด์ วอร์ม ค่อนข้างได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในต่างประเทศ โดยจะเป็นสไตล์การตกแต่งที่เน้นความรู้สึกของผู้อยู่อาศัยเป็นหลัก แล้วค่อยผสมผสานให้เข้ากับธรรมชาติ ห้องที่ได้จึงมีความรู้สึกอบอุ่นละมุนละไม ให้ความสำคัญกับความน่าอยู่ของพื้นที่ใช้สอย


การตกแต่งห้องสไตล์โคซี่ แอนด์ วอร์ม มีจุดเด่นที่เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่ง อย่างไฟประดับ, โต๊ะ, เก้าอี้ และหมอนต่างๆ แม้แต่การเลือกโทนสีตกแต่งก็เป็นเรื่องที่เราไม่ควรมองข้าม โดยสีที่นิยมใช้ในการตกแต่งสไตล์นี้จะเป็นสีเลียนแบบธรรมชาติแนวเอิร์ทโทน อย่างสีจากกิ่งไม้, หิน, ดินหรือทราย เป็นต้น


หากถ้าเราอยากได้ห้องสไตล์โคซี่ แอนด์ วอร์มก็สามารถแต่งได้ง่ายๆ และวันนี้เราก็มีคู่สีที่ถูกใจคนทุกเพศทุกวัย อย่าง “สีเทาเข้มกับสีเทาอ่อน” หลายคนอาจมองว่าดูเรียบ ไม่โด่ดเด่น แต่หากเมื่อนำมาตกแต่งผสมผสานกันเเล้วดูกลมกล่อมกำลังพอดี ให้ความรู้สึกนุ่มนวลและผ่อนคลาย เพิ่มอารมณ์ความหวานด้วยหมอนสีชมพูหรือกรอบรูปน่ารักสักใบก็ดีไม่น้อย...อย่างวันไหนที่เหนื่อยจากการทำงาน พอกลับมาเจอห้องสไตล์นี้คงช่วยเติมพลังให้ตัวเองสุดๆ


สัดส่วนการแต่งสีห้องสไตล์โคซี่ แอนด์ วอร์ม

อย่างภาพห้องตัวอย่าง : สีหลักของห้องนี้จะเป็นสีเทาเข้ม 60% รองลงมาเป็นเทาอ่อน 30% และถูกตัดด้วยของตกแต่ง อย่างเช่น หมอน, ต้นไม้, พรมสีฟ้า, และเก้าอี้ไม้ 10%




แต่การจะตกแต่งห้องให้น่าอยู่ ดูดี และมีสไตล์นั้น นอกจากการเลือกสีแล้ว เรายังต้องลงลึกไปถึงองค์ประกอบอื่นๆ อย่างเฟอร์นิเจอร์, พื้นที่ใช้สอย หรือของตกแต่งด้วยว่าสามารถตกแต่งใช้งานได้จริงหรือไม่? เพราะไม่อย่างนั้นนอกจากจะเสียเงินเยอะแล้ว เราอาจต้องเสียทั้งเวลาและความรู้สึกไปด้วย


และเพื่อลดความเสี่ยงของข้อผิดพลาดต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น เราจึงอยากแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักกับกลุ่มคนที่พร้อมจะให้คำปรึกษาและเนรมิตห้องของเราให้เหมือนอย่างที่วาดฝันไว้


อยากอยู่แบบไหน...ได้อยู่แบบนั้น 


SB Design Square แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ยอดนิยมของคนไทย ที่ไม่ได้มีดีแค่เฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านเท่านั้น แต่ยังรวมเอาเหล่าอินทีเรียร์ ดีไซน์เนอร์ (Interior Designer) มากฝีมือกว่า 160 ชีวิตไว้คอยให้คำปรึกษา และช่วยแนะนำการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์, ผ้าม่านและวอลเปเปอร์ ตลอดจนช่วยดีไซน์คอนเซ็ปต์ ดูแลการตกแต่งให้แบบครบวงจร


ซึ่งเหล่าอินทีเรียร์ ดีไซเนอร์ก็เปรียบเสมือน 'หมอ' ด้านการตกแต่ง ที่ไม่ใช่แค่ดีไซน์ให้สวย แต่ยังมีความเข้าใจถึงฟังก์ชั่นการใช้งานจริง...และเพื่อให้เข้าใจในอาชีพอินทีเรียร์ ดีไซน์เนอร์ ให้มากขึ้นสามารถอ่านได้ที่ เมื่อห้องต้องถูกวินิจฉัย : รู้จักอาชีพ Interior Designer อาชีพที่เป็นเหมือน 'หมอ' ด้านการตกแต่ง


ส่วนคนที่กำลังมองหาไอเดียหรืออยากหาแรงบันดาลใจในการตกแต่งที่พักอาศัยให้สวยงามเหมือนมีอินทีเรียร์ ดีไซเนอร์มืออาชีพมาออกแบบให้ สามารถเข้าไปอ่านได้ที่ 52 Weeks of Design


อยากอยู่แบบไหน? 5 สไตล์การตกแต่งห้องที่ใช่ ด้วยคู่ที่ชอบ

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ก็อย่าปล่อยให้ความกังวลเหล่านี้อยู่กับคุณนานเกินไป เพียงแค่คลิก SB Interior Team ...ไม่ว่าโจทย์ของคุณจะยากแค่ไหน SB Interior Team By SB Design Square ก็พร้อมหาคำตอบและออกแบบให้ได้อย่างที่คุณต้องการ ตามคอนเซ็ปต์ที่ว่า “อยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น”