รูปบทความ ข้อแนะนำการเตรียมตัว และขั้นตอนการยื่นกู้คอนโดอย่างละเอียด

ข้อแนะนำการเตรียมตัว และขั้นตอนการยื่นกู้คอนโดอย่างละเอียด

การกู้คอนโดมักเป็นทางออกของมนุษย์เงินเดือนที่อยากมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองอย่างบ้านหรือคอนโด แต่การซื้อคอนโดมักเป็นทางเลือกของคนที่อยากได้ที่อยู่อาศัยในทำเลที่ดี เดินทางสะดวก ใกล้รถไฟฟ้า ทั้งนี้ลำพังเงินเดือนของมนุษย์เดือนในแต่ละเดือน อาจจะไม่เพียงพอต่อการซื้อคอนโดด้วยเงินสด ทำให้การกู้ซื้อคอนโดจึงเป็นทางเลือกของคนอยากได้คอนโดนั่นเอง

สำหรับคนที่ต้องการกู้ซื้อคอนโด จะต้องรู้จักตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นของการกู้คอนโด โดยหลักการง่ายๆคือ ต้องมีรายได้สม่ำเสมอ มีความมั่นคง สามารถชำระหนี้คืนได้ มีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป สามารถทำนิติกรรมทางกฏหมายได้ด้วยตัวเอง

และที่สำคัญคือ จะต้องแสดงตนว่าเป็นผู้ที่พร้อมชำระหนี้ เพราะทางธนาคารจะขอตรวจสอบข้อมูล ดังนั้นผู้กู้คอนโดจะต้องเตรียมหลักฐานเพื่อยืนยันว่าพร้อมชำระหนี้ให้ธนาคารตรวจสอบ


สำหรับเอกสารส่วนตัวของผู้กู้คอนโดที่จะต้องเตรียมให้ธนาคาร มีดังนี้

1. หลักฐานประจำตัว ได้แก่

- สำเนาทะเบียนบ้าน

- บัตรประจำตัว

- สำเนาเปลี่ยนชื่อ สกุล (ถ้ามี)

- ทะเบียนสมรส หรือทะเบียนหย่า หรือใบมรณะบัตร (ถ้ามี กรณีนี้คือผู้กู้มีคู่สมรส จะต้องเตรียมหลักฐานการจดทะเบียนสมรสหรือถ้าหย่าร้างกันแล้วก็ต้องมีทะเบียนหย่าหรือถ้าคู่สมรสที่ได้มีการจดทะเบียนสมรสเสียชีวิตแล้วก็ให้นำใบมรณบัตรมาแสดง)

2. หลักฐานเกี่ยวกับรายได้ ได้แก่

- สำหรับผู้มีรายได้ประจำ

สลิปเงินเดือน หรือ หนังสือรับรองการทำงาน (ตัวจริง)

สำเนาบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน

สำเนาหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ)

- สำหรับบุคคลธรรมดาที่ประกอบธุรกิจส่วนตัว

สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียน / ใบทะเบียนการค้า

สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีชื่อผู้กู้ / ผู้กู้ร่วม

สำเนาบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน (ทั้งในนามบุคคลและกิจการ) สำเนา ภ.พ.30 (ถ้ามี)

3. หลักฐานเกี่ยวกับหลักทรัพย์และการซื้อขาย

- สำเนาสัญญาจะซื้อจะขาย หรือสัญญามัดจำ

- ในการซื้อห้องชุด ต้องมีสำเนาหนังสือสำคัญการจดทะเบียนอาคารชุด

- รายละเอียดทรัพย์ส่วนบุคคล และทรัพย์ส่วนกลาง

ซึ่งข้อมูลที่มีส่วนสำคัญที่จะทำให้กู้คอนโดผ่านนั้นจะเป็นข้อมูลเครดิต หนี้ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นก่อนจะยื่นกู้คอนโดผู้กู้ควรจะตรวจสอบหนี้ของตัวเอง ที่สำนักงานเครดิตแห่งชาติ National Credit Bureau(NCB) ก็จะทราบว่าประวัติการชำระหนี้และหนี้คงเหลือ(ถ้ามี) มีอยู่เท่าไร ถ้าจำนวนหนี้คงเหลือนั้นมีไม่มากและสามารถปิดบัญชีหนี้ได้ อาจจะทำจ่ายหนี้เพื่อปิดบัญชี เมื่อปิดแล้วประมาณ 3 เดือน ก็กลับไปตรวจสอบอีกครั้งว่ายอดหนี้ได้หมดจากระบบของ NCB แล้ว ก็จะทำให้ยอดเงินกู้คอนโดมีโอกาสผ่านและได้ยอดที่สูงขึ้น

อีกข้อที่จะทำให้มีผลต่อการกู้คอนโดผ่าน ก็คือบัญชีของธนาคารที่มีเงินเข้าอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน หากรายได้คนเดียวดูแล้วอาจจะกู้ไม่ผ่านหรือไม่ได้ตามวงเงินที่ต้องการก็สามารถกู้ร่วมได้ ซึ่งผู้กู้ร่วมจะต้องเป็นญาติสนิท สามี ภรรยา พี่น้อง เป็นต้น


เมื่อหลักฐานทุกอย่างพร้อมแล้วก็สามารถนำเอกสารไปยื่นธนาคารพิจารณาได้ ธนาคารจะตรวจสอบจากหลักฐานที่ยื่น จากนั้นก็จะไปตรวจสอบประเมินราคาของคอนโดที่ขอกู้ โดยอาจจะใช้เวลา 2 -3 วันในขั้นตอนนี้ ก่อนจะพิจารณาว่าจะอนุมัติเงินกู้คอนโดหรือไม่ ซึ่งเงื่อนไขของการอนุมัติก็ดูจาก 2 ส่วนหลัก

1. เครดิตของผู้กู้ตามหลักฐานที่ยื่นมารายได้ ฐานะทางการเงิน ความสามารถในการผ่อนชำระซึ่งไม่ควรเกิน 1 ใน 3 ของรายได้ในแต่ละเดือน การตรวจสอบประวัติการกู้และการชำระหนี้ของเดิมว่ามียอดหนี้ที่กู้ก่อนหน้านั้นมากน้อยแค่ไหน สามารถผ่อนชำระได้ตรงเวลาหรือไม่ ถ้ายอดหนี้เดิมค่อนข้างมากทำให้ส่งผลต่อรายได้ อาจจะต้องผ่อนชำระหนี้เดิมให้เรียบร้อยก่อนแล้วมายื่นกู้ใหม่ วงเงินที่อาจจะได้จากกู้นั้นจะอยู่ประมาณ 30 – 50 เท่าของเงินเดือน

2. ราคาประเมินหลักทรัพย์ ซึ่งถ้าเป็นคอนโดแล้วจะกู้ได้ประมาณ 70 – 80% ของราคาประเมิน แต่ถ้าคอนโดบางโครงการที่แบรนด์ดังบริษัทใหญ่ที่มีผลประกอบการที่ดี หรือ เครดิตดีกับธนาคารดีอาจจะสามารถพิจารณาเงินกู้คอนโด ให้ 100% ได้


เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนเรื่องของวงเงินกู้ จะขอยกตัวอย่าง นาย A มีเงินเดือน 30,000 บาทต่อเดือน เมื่อตรวจสอบข้อมูลทางเครดิตแล้วพบว่าสามารถกู้คอนโดได้ ธนาคารก็จะตั้งวงเงินให้ที่ 30 เท่าของเงินเงิน คือ 900,000 บาท และเมื่อทำการประเมินหลักทรัพย์แล้วพบว่ามีมูลค่า 1,000,000 บาท สามารถกู้ได้ 80% ก็จะอนุมัติวงเงินกู้ที่ 800,000 บาท ไม่ใช่ 900,000 บาท พนักงานที่มีเงินประจำสม่ำเสมอมักจะเป็นผู้ที่มีเครดิตดี ถ้าประกอบธุรกิจส่วนตัวมีรายได้เข้ามาเยอะแต่ไม่สม่ำเสมอก็อาจจะถูกปฎิเสธการกู้คอนโดได้เหมือนกัน


หลังจากธนาคารพิจารณาเอกสารและข้อมูลทั้งหมดแล้ว ก็แจ้งผลการกู้คอนโดให้ทราบโดยจะใช้ระยะเวลาประมาณ 1 – 2 เดือน เมื่อทราบผลแล้ว ถ้าผ่านก็สามารถนัดเพื่อทำนิติกรรมการโอนสิทธิ์ได้เลย ซึ่งในวันโอนก็จะมีค่าใช้จ่ายในการโอนถ้าจะคำนวณคร่าว ๆ จะอยู่ประมาณ 5 -6% ของราคาประเมิน เมื่อขั้นตอนทุกอย่างครบถ้วน ก็สามารถเป็นเจ้าของคอนโดได้อย่างที่ต้องการแล้ว

บทความที่เกี่ยวข้อง

เงินเดือนเท่านี้กู้ซื้อคอนโดได้เท่าไร กับขั้นตอนการกู้-ผ่อนโดยละเอียด