รูปบทความ Work Hard Play Hard Vs Work Half Play Half สุดหรือพอดี แบบไหนที่ใช่เรา

Work Hard Play Hard Vs Work Half Play Half สุดหรือพอดี? แบบไหนที่ใช่เรา

Esto Writer

21-06-2019

คิดว่าหลายๆ คนคงเคยได้ยินคำพูด “Work Hard Play Hard” มีความหมายว่า ทำทุกอย่างให้สุดไปทุกทาง ทั้งทำงานทั้งเล่น ประมาณว่าใช้ชีวิตให้คุ้มสุดโต่งที่สุดไปเลย จนบางครั้งอาจจะสุดโต่งเกินไป ราวกับว่าพรุ่งนี้จะไม่มีชีวิตอยู่แล้ว ไม่ว่าจะทำงานหรือเล่นหากหนักเกินไป อาจจะทำให้ทั้งร่างกายและจิตใจเกินขีดจำกัดได้ จึงทำให้เกิดแนวคิดใหม่ที่มีความสมดุลในการใช้ชีวิตมากขึ้น คือ ‘Work Half Play Half’


ในบทความนี้ Esto จะเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของสองแนวคิดนี้ ว่าแบบไหนจะเหมาะกับคนในบุคปัจจุบันมากกว่า โดยเฉพาะวัยทำงานที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมือง


Work Hard Play Hard ?



หลายๆ คนเชื่อว่า “Work Hard Pay Hard” ใช้ชีวิตให้เต็มที่ทำงานให้หนักหน่วงแล้วให้รางวัลตัวเองด้วยปาร์ตี้สุดเหวี่ยงนั้นเป็นอะไรที่ถูกต้อง เพราะเราเกิดมาครั้งเดียวและมีแค่ชีวิตเดียวเท่านั้น You Only Live Once มันส่งผลทางใจดีมากๆ โดยเฉพาะกับคนวัยทำงานเพราะสามารถปลุกไฟในตัวได้เป็นอย่างดี


แต่นักวิจัยกลับพบว่าผู้ที่ทำงานหนักเกิน 48 ชม./สัปดาห์จนเกิดความเครียดสะสมมากๆ เข้าจะปลดปล่อยตัวเองไปกับปาร์ตี้และแก้วเหล้า และทำให้คนเหล่านี้อยู่มีอัตราการกินเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สูงกว่าคนปกติทั่วไปมาก แถมยังได้รับการพักผ่อนน้อยส่งผลต่อร่างกายโดยตรงอย่างร้ายแรง ทำให้เกิดภาวะการนอนหลับอย่างยากและอาจร้ายแรงถึงขั้นความจำเสื่อมได้เลย



นอกจากนี้การวิจัยยังพบอีกว่าผู้คนเหล่านี้จะประสบปัญหาขาดสารอาหารอีกด้วยเนื่องจากไม่มีเวลากินอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนในมื้อเช้า ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแรงไปตลอดทั้งวัน จนทำให้รู้สึกว่าความเหนื่อยล้าไม่หายไปสักทีแม้ว่าจะไปปลดปล่อยอย่างเต็มเหนี่ยวมาไม่นาน


คนในเมืองมักจะมีแนวคิดและใช้ชีวิตแบบนี้มากกว่าคนต่างจังหวัด และในคนที่อาศัยอยู่คนเดียวคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าความเครียดจากการทำงานมันสามารถปลดปล่อยได้ด้วยการออกไปแฮงค์เอาท์กับเพื่อนจริงๆ คนในเมืองจึงเลือกที่จะไม่ปฏิเสธหากมีการนัดแนะเข้าร่วมปาร์ตี้ และค่อยๆ แบกร่างหอบสังขารกลับมายังห้องพักหรือคอนโดฯ ตัวเอง ก่อนจะรู้สึกแฮงค์ปวดหัวอย่างหนักในเช้าวันต่อมา


Work Half Play Half ?



ทีนี้การใช้ชีวิตแบบ Work Half Play Half จึงดีกว่างั้นหรือ ? คงไม่สามารถตัดสินแทนผู้อ่านได้ว่าแนวคิดใดดีกว่ากันแน่ๆ แนวคิดนี้จะคล้ายกับแนวคิดด้านบนเพียงแต่ ‘ลดระดับเพดานความสุดลงมา’ ลดระดับความสุดของการ Work ลงมาจากการทำงานหนักหน่วง โอทีต่อตอนเย็นทุกวันเพื่อจะได้มีเงินมากขึ้น อาจจะลดลง เพื่อให้ร่างกายได้รับการพักผ่อนมากขึ้น แน่นอนว่าพักผ่อนในที่นี้หมายถึงการกลับไปนอนหรือทำกิจกรรมเบาๆ เพื่อฟื้นฟูร่างกายจากงานหรือกิจกรรมหนักๆ มาทั้งวัน


เมื่อลดระดับการ Work แล้วต้องลดระกับของการ Play ด้วยเพื่อให้เกิดความสมดุลกัน ไม่ได้หมายความว่าต้องงดการออกไปเที่ยวแฮงค์เอาท์กับเพื่อนอีกต่อไป แต่หมายถึงการรู้ตัวและมีสติตลอดว่าลิมิตของเราอยู่ที่เท่าใด ข้อนี้จะช่วยในเรื่องความปลอดภัยของทั้งทรัพย์สินและชีวิตอีกเวย หากเราเมาจนขาดสติจะป้องกันตัวเองจากอันตรายรอบตัวอย่างไร หวังพึ่งเพื่อนไปตลอดคงไม่สามารถทำได้ และอาจจะทำให้ก้าวกายไปยังส่วนของ Work เช่น ตื่นไปทำงานไม่ไหวอีกด้วย ยิ่งกับคนที่อยู่ห้องคอนโดฯ คนเดียว ใครล่ะจะคอยบอกหรือกระตุ้นเราไปทำงาน เจ้านาย?



เพราะฉะนั้น Work Half Play Half ? จึงหมายถึงการใช้ชีวิตให้ช้าลงอีกหน่อยแต่ไม่ใช่หยุดนิ่ง เพื่อให้ตัวเองไม่พลาดหรือขาดสติในการใช้ชีวิต เหมือนกับการเดินหรือการวิ่ง แม้ว่าการวิ่งอาจจะทำให้ถึงเป้าหมายเร็วกว่า แต่หากวิ่งเร็วไปอาจหมดแรงกลางทางจนไปไม่ถึงเป้าหรือซ้ำร้ายหกล้มบาดเจ็บจนไม่สามารถเข้าใกล้เป้าหมายได้อีกเลย


ทีนี้สำหรับใครที่กำลังวิ่งอยู่ตลอดเวลาแม้จะหอบเหนื่อยแค่ไหน เพื่อให้ตัวเองเคลื่นไปข้างได้เร็วๆ ลองหยุดพักหายใจแล้วเปลี่ยนมาวิ่งช้าลง หรือเดินดูบ้าง อาจจะทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้นกว่าตอนวิ่ง อาจจะได้เห็นสิ่งสวยงามต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตได้ชัดเจนขึ้นอีก


You Only Live Once But You Have to Live Tomorrow too.


บทความที่เกี่ยวข้อง

Work Life Balance : ผนวกงานให้เข้ากับชีวิต

เลือกผังโครงการคอนโดอย่างไร? ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของเราเอง

Touch ทุกคอนเซปต์ เก็บทุกไลฟ์สไตล์ ด้วยเทคนิคแต่งคอนโด 20/80

3 ย่านคาเฟ่ดีต่อใจ ใกล้คอนโด บนทำเลตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนทำงาน