รูปบทความ วิเคราะห์ตลาด Home Office ในวันที่มีแผนส่งเสริม SMEs ฉบับที่ 4

วิเคราะห์ตลาด Home Office ในวันที่มีแผนส่งเสริม SMEs ฉบับที่ 4 [Ads]


จับตามองสถานการณ์ Home Office กลางกรุง

ท่ามกลางแผนการส่งเสริม SMEs ฉบับที่ 4 รวมถึงทำเลโดดเด่น และแนวโน้มอุปสงค์-อุปทานในอนาคต


ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเดินหน้าขับเคลื่อน และพัฒนาธุรกิจ SME ให้มีความเข้มแข็งเทียบเท่าระดับสากล พร้อมวางเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่ “การเพิ่มสัดส่วนมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของ SMEs ให้สูงขึ้นไม่น้อยกว่า 50% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ”


โดยแผนการส่งเสริม SME ฉบับที่ 4 (ปี 2560-2564) นี้จะเน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนา SME ไทย ส่งเสริมให้มีบทบาทต่อการสร้างความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศมากยิ่งขึ้น ตามหลักยุทธศาสตร์ 3 ข้อ ได้แก่...

  1. ส่งเสริมและพัฒนา SME รายประเด็น เช่น การยกระดับและส่งเสริมกระบวนการผลิต เทคโนโลยี และนวัตกรรม ตลอดจนส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุน สินเชื่อ SME ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. เสริมสร้างขีดความสามารถ SME เฉพาะกลุ่ม เช่น ส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่ม และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจของ SME พร้อมผลักดันสนับสนุนให้ SME เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจขนาดใหญ่
  3. พัฒนากลไก เพื่อขับเคลื่อนการส่งเสริม SME อย่างเป็นระบบ เช่น การพัฒนาเครื่องมือการส่งเสริม SME ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับการพัฒนามาตรฐานให้ SME มีประสิทธิภาพเทียบเท่าสากล


ทั้งนี้ ก็เพื่อมุ่งหวังจะช่วยให้ SME สามารถเริ่มต้นธุรกิจและเติบโตได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ไปจนถึงปี 2564 ตลอดจนส่งเสริมการเข้าถึงตลาด และเข้าสู่สากล...

  • เพิ่มสัดส่วนการส่งออกของ SME เป็น 30%
  • เพิ่มมูลค่าการส่งออกเฉลี่ยของ SME เป็น 100 ล้านบาท/ราย/ปี

(อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนการส่งเสริม SME ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2560-2564 : คลิก)


(อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวิเคราะห์โครงสร้าง SME ตามนิยามใหม่ : คลิก)

และจากข้อมูลของ สสว. หรือสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ก็พบว่า… ภาพรวมของ SMEs ในปัจจุบันมีจำนวนมากถึง 3,070,177 ราย หรือคิดเป็น 99.5% ของจำนวนวิสาหกิจทั้งหมดในประเทศ โดยจะแบ่งเป็นวิสาหกิจขนาดย่อม 384,964 ราย , ขนาดกลาง 40,652 ราย และวิสาหกิจรายย่อย (Micro) ตามบทนิยามใหม่อีกกว่า 2,644,561 รายเลยทีเดียว


โดยในไตรมาสที่ 1 ปี 2562 ดัชนีความเชื่อมั่นของ SMEs ไทยยังปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นส่วนใหญ่ อยู่ที่ระดับ 50.5 (เกินค่าฐาน 50) และในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ก็ได้มีการจัดตั้งกิจการใหม่ถึง 6,954 ราย ขยายตัวจากปีที่แล้วถึง 10.2% ขณะที่ ‘ค่าดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า’ ก็ยังถือว่าสูงกว่าค่าฐานอยู่ที่ 50.8 ด้วยเช่นกัน


ส่วนทางด้าน “ภาพรวมของจำนวนการจ้างงานในตลาดวิสาหกิจ SME ตามบทนิยามใหม่” ก็มีจำนวนรวมกันถึง 11,186,112 คน แบ่งสัดส่วนเป็นวิสาหกิจขนาดย่อมร้อยละ 25.4, วิสาหกิจขนาดกลางร้อยละ 12.6 และวิสาหกิจขนาดย่อยอีกร้อยละ 30.5


และเมื่อภาคเศรษฐกิจ SMEs มีทีท่าจะพัฒนาตามแผนการส่งเสริมจากภาครัฐ ทางฝั่งผู้ประกอบการเองก็เริ่มตื่นตัวเช่นกัน… อย่างรายงานวิจัยของ ‘คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย’  ก็พบว่า… อุปสงค์ของตลาดอาคารสำนักงานตั้งแต่ปี 2559 ไปจนถึงไตรมาส 2 ปี 2562 นั้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอาคารสํานักงานเกรดเอที่มีอัตราการเช่าเกือบ 100% เต็ม ซึ่งในปัจจุบันก็ยังคงมีผู้ประกอบการ SMEs ภาคการค้าและบริการ ที่มีจำนวนการจ้างงานตั้งแต่ 1-30 คนหลายราย ที่ยังคงมองหาพื้นที่ที่เหมาะสมใหม่ ๆ เพื่อรองรับความต้องการอยู่มาก จึงนับเป็นสัญญาณบวกของฝั่งตลาดโฮมออฟฟิศ ทั้งยังสะท้อนถึงภาพรวมของเศรษฐกิจ SMEs ไทยที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นด้วย


ซึ่งค่อนข้างสอดคล้องกับผลวิจัยของ ‘เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้’ ที่เผยว่า... ตลาดทาวน์โฮม-โฮมออฟฟิศในกรุงเทพฯ นั้น กำลังได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ซื้ออยู่จริง (Real Demand) มากขึ้นอย่างมากในปี 2561 โดยมีการเติบโตขึ้นกว่า 104% และเมื่อพิจารณาจากระดับราคาแล้ว ก็ยังพบอีกว่า.. ตลาดทาวน์โฮม-โฮมออฟฟิศระดับราคา 10-20 ล้านบาท จะมีอัตราการขาย (Sold rate) สูงสุดอยู่ที่ 2.47 ยูนิตต่อเดือน โดยเฉพาะ ‘โซนใจกลางเมือง’ ที่มีอัตราการขายสูง ในขณะที่อุปทานยังคงต่ำอยู่นั่นเอง


“เมื่ออุปสงค์ของตลาดออฟฟิศสำนักงานยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อัตราการเช่าเองก็สามารถเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน” อย่างในไตรมาส 2 ปี 2562 ซึ่งมีอัตราการเช่ารวมอยู่ที่ร้อยละ 95.6 ขณะที่ความต้องการเช่าพื้นที่สํานักงานในแต่ละปีนั้นก็เพิ่มขึ้นประมาณ 200,000 ตารางเมตร/ปี จึงทำให้แต่ละโครงการเกิดการแข่งขันกันมากขึ้น อย่างโครงการโฮมออฟฟิศเองก็จำเป็นต้องมีจุดเด่นที่น่าสนใจ อาทิ ฟังก์ชันการใช้งานภายในโครงการ, การออกแบบพื้นที่ให้หลากหลาย สามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างเป็นอิสระ, ขนาดพื้นที่ใช้สอย และพื้นที่จอดรถที่เพียงพอ เป็นต้น



ศักยภาพ “ทาวน์โฮม-โฮมออฟฟิศ” ตอบโจทย์ตลาด SMEs

โดยทั่วไปธุรกิจ SMEs มักจะมีจำนวนพนักงานอยู่ที่ราว ๆ 7 - 15 คน ขึ้นอยู่กับขนาดของกิจการนั้น ๆ จึงทำให้ ขนาดพื้นที่ใช้สอยภายในโครงการ กลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้ประกอบกิจการ SMEs ที่กำลังมองหาออฟฟิศใหม่ให้มีพื้นที่เพียงพอต่อการใช้งาน


สำหรับ โครงการทาวน์โฮม-โฮมออฟฟิศขนาดใหญ่’ แม้จะเริ่มหาได้น้อยแล้ว แต่ก็ยังได้รับความสนใจจากผู้ซื้ออยู่ ด้วยข้อดีด้านความครบครัน ไม่ว่าจะเป็น การมีส่วนกลางขนาดใหญ่, ระบบรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมและได้มาตรฐาน อีกทั้งยังได้ความเชื่อมั่นในการก่อสร้าง เนื่องจากช่างค่อนข้างมีความชำนาญ และคุ้นชินกับงานก่อสร้างหลาย ๆ หลัง และด้วยความที่อยู่อาศัยกันเป็นจำนวนมาก หลาย ๆ ครอบครัว จึงอาจก่อให้เกิดสังคมภายในโครงการได้อีกด้วย


ทางฝั่ง ‘โครงการขนาดเล็ก’ เองก็มีข้อดีแตกต่างกันไป เช่น ฟังก์ชันภายในจะค่อนข้างมีความยืดหยุ่นสูง ด้วยขนาดพื้นที่ที่สามารถออกแบบ หรือดูแลรักษาได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีจำนวนยูนิตน้อย ซึ่งค่อนข้างเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความเงียบในการทำงาน และชอบความเป็นส่วนตัวในการอยู่อาศัย


ส่วนในแง่ของความคุ้มค่านั้น โฮมออฟฟิศก็ถือว่าตอบโจทย์ได้ดี ด้วยฟังก์ชันแบบ All in One ที่สามารถเป็นทั้งแหล่งสร้างรายได้ พร้อมที่พักอาศัยไปในตัว จึงช่วยให้เราประหยัดต้นทุนต่าง ๆ ลง ไม่ต้องเสียเวลา หรือจ่ายค่าเดินทางไป-กลับมากมาย


เปลี่ยนทาวน์โฮม-โฮมออฟฟิศ
ให้กลายเป็นสินทรัพย์ขนาดใหญ่
 ที่สามารถสร้างมูลค่าต่อไปในอนาคต


นอกจากความคุ้มค่าด้านการใช้งานแล้ว การซื้อทาวน์โฮม-โฮมออฟฟิศเพื่อการลงทุน ก็นับว่าสร้างมูลค่าให้กับผู้เป็นเจ้าของได้ไม่น้อยเลย เพราะปัจจุบันตลาดอาคารสำนักงานในกรุงเทพฯ ยังคงมีราคาค่าเช่าที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องประมาณ 3-5%

  • โดยมี ราคาเสนอเช่าเฉลี่ยของพื้นที่สํานักงานนอกเขตศูนย์กลางธุรกิจ ระดับเกรดเอจะอยู่ที่ 936 บาท/ตารางเมตร/เดือน ส่วนเกรดบีจะเท่ากับ 570 บาท/ตารางเมตร/เดือน


นอกจากนี้ ค่าเช่าเฉลี่ยยังมีแนวโน้มจะปรับขึ้นไปได้สูงกว่า 1,600 บาท/ตารางเมตร/เดือนในปีหน้า จึงเป็นโอกาสดีสำหรับกลุ่มนักลงทุน ที่ต้องการสร้างกำไรจากการปล่อยเช่าทาวน์โฮม หรือโฮมออฟฟิศอีกทางหนึ่งด้วย



ข้อได้เปรียบของ “ทาวน์โฮม-โฮมออฟฟิศ” ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อ


1. มั่นใจยิ่งขึ้นด้วย ทำเลทาวน์โฮม-โฮมออฟฟิศ ที่มีศักยภาพสูง

เพราะต่อให้บรรยากาศภายในโครงการทาวน์โฮม-โฮมออฟฟิศของคุณจะสวยงาม มากด้วยฟังก์ชันขนาดไหน แต่การเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวก ตลอดจนศักยภาพของทำเลนั้น ก็มีผลต่อการตัดสินใจซื้อไม่น้อยเลย...


ซึ่งวันนี้ ESTO จะขอพาทุกคนไปรู้จักกับทำเลติดตัวเมือง ที่เป็นเหมือนจุดเชื่อมต่อของไลฟ์สไตล์ และความสะดวกสบายเข้าไว้ด้วยกันอย่าง ‘เกษตร-นวมินทร์’ ทำเลที่มากด้วยศักยภาพในทุก ๆ ด้านของชีวิต


เนื่องจากปัจจุบันพื้นที่ ‘โซนสุขุมวิท-เอกมัย-ทองหล่อ’ เริ่มมีความหนาแน่นสูง บวกกับราคาที่ดินที่สูงขึ้นจนยากที่จะพัฒนาต่อยอดได้ดี ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายเลือกที่จะขยับฐานธุรกิจออกไปยังพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่ง ‘เกษตร-นวมินทร์’ ก็เป็นหนึ่งในทำเลอนาคตที่มีศักยภาพ สามารถเชื่อมต่อกับเขตเศรษฐกิจ (CBD) ได้สะดวกด้วยถนนประดิษฐ์มนูญธรรม วิ่งเข้าเส้นพระราม 9 เรื่อยไปถึงอโศก-เพชรบุรี อีกทั้งมูลค่าที่ดินยังมีโอกาสที่จะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการมาถึงของ “รถไฟฟ้า 4 สาย” ได้แก่ รถไฟฟ้าสายสีเขียว สถานีบางบัว, สายสีเทา, สายสีชมพู และสายสีน้ำตาล สถานีลาดปลาเค้า ที่ช่วยให้เราเชื่อมต่อการเดินทางสามารถเข้า-ออกเมืองได้อย่างสมบูรณ์แบบมากขึ้น


ค้นพบความสุขไปกับ Lifestyle Urbanista
รอบเกษตร-นวมินทร์



นอกจากนี้รอบ ๆ ทำเลเกษตร-นวมินทร์ ยังมีความอุดมสมบูรณ์ พื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นบ้านพักอาศัยแนวราบ ทำให้บรรยากาศภายในย่านนี้ค่อนข้างอบอุ่น สงบ เหมาะแก่การอยู่อาศัย ขณะเดียวกัน ก็รายล้อมไปด้วยแหล่งไลฟ์สไตล์ และสิ่งอำนวยความสะดวกตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ Lifestyle Urbanista ได้เป็นอย่างดี


ไม่ว่าจะเป็น Central Eastville, Crystal Park, CDC หรือ The Walk ที่ให้คุณออกมาใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุข หรือหากวันไหนว่าง ๆ ก็ลองชวนกันมาเปลี่ยนบรรยากาศทานข้าวนอกบ้าน พร้อมเดินเล่นได้ตลอดทั้งวัน เพราะแต่ละสถานที่ล้วนอยู่ไม่ไกลกันนัก สามารถเดินทางมาได้ง่าย ๆ


หรือถ้าขยับไปทางฝั่งเกษตร ก็จะมีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยศรีปทุม รวมถึงโรงพยาบาลเปาโล เกษตร, โรงพยาบาลวิภาวดี และแหล่งชอป ชิม ชิลล์อีกมากมาย ที่ช่วยให้การใช้ชีวิตของเราครบครันมากขึ้น


จึงไม่แปลกที่ราคาที่ดิน บริเวณเกษตร-นวมินทร์
 จะขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 200,000 บาท/ตารางวา


และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นได้อีกในอนาคต หลังจากมีการปรับผังเมืองใหม่ ทำให้ “เกษตร-นวมินทร์” ผันตัวเองมาเป็นพื้นที่พาณิชยกรรม (สีแดง) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาด้านการค้าและบริการ จึงยิ่งส่งผลให้ศักยภาพของทำเลโซนนี้มีโอกาสที่จะเติบโตขึ้น อย่างกรณีของ Mega Project หรือโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ ในนามบริษัท ทีซีซี นวมินทร์ ภูมิพัฒน์ จำกัด ที่จะมีการปรับโมเดลการพัฒนาที่ดินย่านเกษตร- นวมินทร์ใหม่ โดยจะมีการเพิ่มพื้นที่ส่วนของรีเทลเข้ามา เพื่อรองรับการมาถึงของ “รถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล” ที่จะมีสถานีตั้งอยู่บริเวณแยกเสนานิคม

  • แต่ปัจจุบันยังอยู่ช่วงพิจารณาว่าจะเป็นศูนย์การค้าเกตเวย์ หรือลาซาล อเวนิว ซึ่งนับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักธุรกิจ และนักลงทุนที่กำลังมองหาทำเลที่ให้ความคุ้มค่าในระยะยาว เพราะเมื่อบวกกับความสะดวกสบายในการใช้งานต่าง ๆ ด้วยแล้ว... การมีทาวน์โฮม หรือโฮมออฟฟิศส่วนตัว จึงอาจตอบโจทย์คุณได้มากกว่าการเช่าพื้นที่




2. สร้าง First Impression ด้วย ’ดีไซน์สะดุดตา’

ไม่ใช่แค่เรื่องของทำเลเท่านั้น ที่เราต้องเลือกเป็นอย่างดี แต่การมีทาวน์โฮมหรือโฮมออฟฟิศที่สวยสะดุดตา ก็ส่งผลต่อจิตใจเช่นกัน แน่นอนว่า... การได้อยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่อบอุ่น ร่มรื่น ร่มเงา ย่อมส่งผลต่อความสุขของผู้เป็นเจ้าของได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ยิ่งใครที่มักใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ภายในทาวน์โฮม หรือโฮมออฟฟิศด้วยแล้วยิ่งต้องใส่ใจ พิถีพิถัน


ที่มา: www.areeya.co.th/homeoffice/theparti-2/

สำหรับคนที่ชอบความร่มรื่น อยากหลบความวุ่นวายมาอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ ก็อาจหา ทาวน์โฮม หรือโฮมออฟฟิศที่มีสวนส่วนกลางอยู่ภายใน เพราะด้วยขนาดพื้นที่ที่กว้างขวางของโครงการแล้ว เราคงไม่ต่างจากการมีสวนสีเขียวขนาดใหญ่ตั้งอยู่หน้าบ้านเลย

  • นอกจากนี้ การมีทาวน์โฮม-โฮมออฟฟิศที่ตกแต่งสวยงามตั้งแต่หน้าทางเข้า ยังสามารถช่วยสร้างความประทับใจ First Impression ให้กับผู้มาเยือน หรือผู้มาติดต่องานได้อีกด้วย




3. บาลานซ์ทุกจังหวะชีวิตด้วย ‘ฟังก์ชันที่หลากหลาย ลงตัว’

จุดเด่นสำคัญของโฮมออฟฟิศจะอยู่ที่ การผสมผสาน 2 พื้นที่ระหว่าง “ที่พักอาศัย” กับ ”สถานที่ทำงาน” ให้มีความลงตัวทั้งภายในและภายนอก นอกจากนี้ ทั้งสองพื้นที่ยังควรออกแบบให้สามารถปรับเปลี่ยน หรือยืดหยุ่นได้ เพื่อคอยรองรับการใช้งานทุกรูปแบบ


ที่มา: www.areeya.co.th/homeoffice/theparti-2/

“พื้นที่อำนวยความสะดวกภายในโครงการ” ควรมีความหลากหลาย สามารถรองรับการใช้งานได้อย่างเหมาะสม อาทิเช่น ห้องประชุม, Visitor Area, โถงต้อนรับ หรือจะเป็นพื้นที่ทำงานแบบโล่งกว้าง ก็ดูจะช่วยตอบโจทย์ทุกความต้องการได้อย่างอิสระ


ที่มา: www.areeya.co.th/homeoffice/theparti-2/

ทางด้านของฟังก์ชันการรักษาความปลอดภัย ก็ควรแยกสัดส่วนทางเข้า-ออกระหว่างลูกบ้าน และผู้มาเยือนให้ชัดเจน ควบคู่ไปกับการใช้งานที่สะดวกสบาย อย่างระบบ Easy Pass Access System ต่าง ๆ


ที่มา: www.areeya.co.th/homeoffice/theparti-2/

หรือแม้เต่เรื่องของที่จอดรถก็ไม่ควรมองข้าม เพราะถ้าทาวน์โฮม หรือโฮมออฟฟิศของเรามีที่จอดรถมากกว่า 100% พร้อมแยกสัดส่วนสำหรับผู้มาติดต่อให้เรียบร้อยแล้ว ก็จะช่วยลดความวุ่นวาย และให้ความเป็นส่วนตัวแก่ลูกบ้านทุกคนได้ด้วย


Work-Living-Life บาลานซ์ชีวิตให้ลงตัวทุกสไตล์



นอกจากมุมของการทำงานแล้ว “พื้นที่พักอาศัยภายในโครงการ” ก็ควรมีความเป็นส่วนตัว กว้างขวาง และตอบโจทย์การพักผ่อนได้อย่างแท้จริงเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดีไซน์ที่สวยงาม หรือฟังก์ชันต่าง ๆ ภายในห้อง ก็ควรมีความครบครัน พร้อมแบ่งสัดส่วนการใช้ชีวิตให้คุ้มค่าทุกตารางเมตร


“พร้อมจะปักหมุดการใช้ชีวิตที่ทาวน์โฮม-โฮมออฟฟิศที่ใช่แล้วหรือยัง?” ถ้าอย่างนั้นลองไปทำความรู้จักกับ “The Parti เกษตร-นวมินทร์” ออฟฟิศส่วนตัว 4 ชั้น จากแบรนด์คุณภาพอย่าง Areeya ที่มาพร้อมพื้นที่จอดรถกว่า 200% และ Facilities ส่วนกลางหลากหลายฟังก์ชัน


ที่มา: www.areeya.co.th/homeoffice/theparti-2/

ต้อนรับทุกการเยือนด้วย “Main Gate” ทางเข้าโครงการสุดหรูหรา สไตล์ Modern Topical อันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมตอบโจทย์ความปลอดภัยสูงสุดด้วยทางเข้า-ออกแบบ 2 ชั้น ที่แยกสัดส่วนระหว่างลูกบ้าน กับผู้มาเยือนไว้ชัดเจน ทั้งยังติดตั้งระบบ Easy-pass Access เพื่อให้ความสะดวกสบายในการใช้งาน


ที่มา: www.areeya.co.th/homeoffice/theparti-2/

สัมผัสกับบรรยากาศที่เหมาะแก่การพักผ่อนอย่างแท้จริง ด้วย “Creative Urban Garden" สวนสีเขียวส่วนกลางสุดร่มรื่น ที่ให้คุณได้พาคนพิเศษมาใช้เวลาผ่อนคลายร่วมกัน พร้อมมีที่จอดรถส่วนกลางให้อีก 40 คัน สำหรับผู้มาเยือนด้วย


ตอบโจทย์ทุกจังหวะการใช้ชีวิตด้วยพื้นที่ใช้สอยกว้างขวางกว่า 285 ตารางเมตร พร้อมที่จอดรถยูนิตละ 2-4 คัน จึงรองรับได้ทั้งงานธุรกิจ และชีวิตส่วนตัว


ที่มา: www.areeya.co.th/homeoffice/theparti-2

นอกจากนี้โครงการ The Parti เกษตร-นวมินทร์ ยังเพิ่มพื้นที่ Visitor Area ที่ให้ความเป็นส่วนตัวแก่ผู้พักอาศัยทุกคน หากใครอยากนัดคุยงาน หรือเจรจาธุรกิจสำคัญก็สามารถเข้ามาใช้พื้นที่ส่วนนี้ได้ โดยภายในจะมี Smart Locker ตู้ฝากของอัจฉริยะ ไว้ใช้งานกันด้วย


ที่มา: www.areeya.co.th/homeoffice/theparti-2/

ถัดมาเป็น Creative Community Space พื้นที่สำหรับการสร้างสรรค์ ที่พร้อมรองรับไลฟ์สไตล์อิสระด้วยฟังก์ชันการออกแบบ One Space สามารถปรับเปลี่ยน และดีไซน์การใช้งานต่าง ๆ ได้อย่างที่ใจต้องการ


ที่มา: www.areeya.co.th/homeoffice/theparti-2/

โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วย Creative Connectivity Space พื้นที่ทำงานเปิดโล่ง สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ได้ชัดเจน 180 องศา เสมือนว่าเรากำลังนั่งทำงานอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ มีแสงสว่างส่องผ่าน Bay Window เข้ามาถึงด้านใน ช่วยเพิ่มความผ่อนคลายให้คุณมีความสุขกับการทำงานมากขึ้น


ให้ The Parti เกษตร-นวมินทร์
เป็นรางวัลชีวิตที่สมบูรณ์แบบ


อยากมีเวลาส่วนตัวอยู่กับคนที่คุณรักมากขึ้นไหม? งั้นลองหันมาเลือก “ที่พักอาศัย” ที่สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งการทำงานและการพักผ่อนไปพร้อม ๆ กันดู ซึ่งในโครงการ
The Parti เกษตร-นวมินทร์
ก็มีห้องพักอาศัยให้เลือกตามความต้องการ อย่าง ห้อง Master Bedroom ที่ลงตัวด้วยฟังก์ชันภายใน ครบทั้งห้องน้ำส่วนตัว และ Walk in Closet ช่วยให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างลื่นไหล ทุกตารางเมตร


มาคู่กับ ห้องนอนขนาดใหญ่ ที่สามารถจัดสัดส่วนการใช้งานต่าง ๆ ได้หลากหลาย และครบครัน พร้อมให้ความรู้สึกผ่อนคลายด้วยบรรยากาศอบอุ่น จนคุณแทบไม่อยากลุกออกไปไหนเลยทีเดียว


โครงการ The Parti เกษตร-นวมินทร์ ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพอย่าง ถนนลาดปลาเค้า ที่สามารถเดินทางเข้า-ออกเมืองได้อย่างสะดวกสบาย พร้อมมีเส้นทางเชื่อมต่อกับถนนสำคัญหลายสาย ไม่ว่าจะเป็น ถนนเกษตร-นวมินทร์, ถนนรามอินทรา, ถนนพหลโยธิน และยังมีจุดขึ้นลงทางด่วนเอกมัย-รามอินทราอยู่ไม่ไกล

  • ซึ่งในอนาคต บริเวณรอบ ๆ โครงการจะมีรถไฟฟ้าเชื่อมต่อกันถึง 4 สาย ได้แก่ รถไฟฟ้าสายสีเขียว สถานีบางบัว,สายสีเทา, สายสีชมพู และสายสีน้ำตาล สถานีลาดปลาเค้าด้วย



สำหรับใครที่มองหาทาวน์โฮม-โฮมออฟฟิศที่สามารถตอบโจทย์ได้ทุกโอกาสสำคัญของชีวิตอยู่ละก็ โครงการ The Parti เกษตร-นวมินทร์ ก็นับเป็นคำตอบที่คุณไม่ควรพลาด เนื่องจากตัวโครงการสามารถตอบโจทย์การลงทุนด้วยผลตอบแทนค่า Yield ที่สูงถึง 6% คุณจึงมั่นใจเรื่องมูลค่าที่สามารถเพิ่มขึ้นได้ในอนาคตอย่างแน่นอน



เรื่องราวต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร...?

Related Stories

Esto Talks

See All >

VDO - Catch Up

Catch Up : คอนโด Rich Park Terminal @Phahonyothin 59