รูปบทความ ท่องคาเฟ่ลึกลับกับสถานที่พักใจแสนพิเศษณแบริ่ง-สำโรง

ท่องคาเฟ่ลึกลับกับสถานที่พักใจแสนพิเศษ บนทำเลชานเมืองที่สงบและอบอุ่น ณ ‘แบริ่ง-สำโรง’


แบริ่ง-สำโรง ไม่ใช่เพียงที่พักกายใจ
 แต่ต้องใกล้เมือง และเดินทางสะดวก


เพิ่งครบ 1 ปีไปไม่นาน สำหรับการเปิดใช้งานรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วง สำโรง-สมุทรปราการ ซึ่งตั้งแต่เปิดใช้งานมา ก็ทำให้ชาวกรุงเทพมหานครได้สัมผัสกับความสงบ และธรรมชาติใกล้ตัวเมืองได้มากขึ้น โดยเฉพาะโซนปลายทางอย่าง “สถานีสายลวด กับสถานตากอากาศบางปู” ที่เข้าถึงได้สะดวก พร้อมชมความงามของนกนางนวลโดยไม่จำเป็นต้องขับรถไกลให้ลำบากอีกต่อไป...


แต่รถไฟฟ้าสายนี้ก็ไม่ได้มีดีแค่ปลายทางเท่านั้น... เพราะเรื่องราวระหว่างทาง ‘แบริ่ง-สำโรง’ ก็มีอีกหลากหลายความพิเศษรอให้เราค้นพบ ไม่ว่าจะเป็นคอมมูนิตีมอลล์สุดร่มรื่น, คาเฟ่ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ที่ซ่อนตัวอยู่อย่างลึกลับ ไปจนถึงอีกหนึ่งสถานที่พักผ่อนอย่าง บางกระเจ้า ก็น่าสัมผัสไม่แพ้บางปู


ถ้าเช่นนั้น... มาร่วมออกเดินทางสำรวจไปกับพวกเราเอสโต แล้วคุณจะค้นพบว่า “ทำเลชานเมืองก็มีเสน่ห์น่าเยี่ยมเยียนไม่แพ้ที่ไหนในกรุงเทพมหานครเลยทีเดียว”


จุดเริ่มต้นของการเดินทางวันนี้ จะมาเริ่มสตาร์ตกันที่ BTS สถานีสำโรง หรือจุด Interchange แห่งสำคัญในอนาคตของฝั่งเมืองสมุทรปราการ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (เส้นลาดพร้าว-สำโรง) ที่จะวิ่งเข้ามาตัดกันที่บริเวณแยกเทพารักษ์ กับรถไฟฟ้ารางเบาสีฟ้า (เส้นบางนา–ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ) ซึ่งเป็นโครงการในอนาคตที่กำลังดำเนินการอยู่ ณ ขณะนี้นั่นเอง และนอกจากจะเดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้าแล้ว สำโรงแห่งนี้ยังเป็นจุดต่อรถสาธารณะที่สำคัญของคนย่านนี้อีกด้วย เพราะมีทั้งรถเมล์-รถตู้ให้เลือกขึ้นหลากสาย หลายเส้นทาง ช่วยให้เราเข้าออกเมืองได้ค่อนข้างสะดวกทีเดียว 


อีกทั้ง “สถานีสำโรง” ยังมี Skywalk ที่ให้คุณเดินเชื่อมไปถึง Imperial World ห้างสรรพสินค้าเก่าแก่แห่งนี้ได้ทันที และที่นี่ก็จะเป็นสถานที่แรกที่เราจะพาทุกคนมาสำรวจกัน ก่อนจะค่อย ๆ พาทุกคนเดินทางต่อไปเรื่อย ๆ ในสถานที่ลึกลับ Hidden place ที่ทั้งแปลกใหม่และน่าค้นหา จนไปจบที่ป่ากลางเมืองแสนสงบ ถ้าใครอยากรู้ว่าจะพิเศษแค่ไหน ลองตามเอสโตไปเที่ยวรอบย่าน ‘สำโรง-แบริ่ง’ พร้อม ๆ กันได้เลย


พบห้างเก่าแก่ และคอมมูนิตีมอลล์ ที่ทำให้คุณได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากยิ่งขึ้น


‘Imperial World’ ห้างเก่าแก่ คู่เคียงย่านสำโรง


ถ้าพูดถึงห้างดังย่านสำโรงก็คงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก “Imperial World” ที่ถึงแม้ห้างแห่งนี้จะมีความเก่าแก่ อยู่คู่กับผู้คนย่านสำโรงมาอย่างช้านาน แต่ภายในจะยังคงร้านค้าเปิดใหม่ต่าง ๆ ให้ได้ตามเทรนด์กันอยู่เสมอ และเนื่องด้วยพื้นที่โดยรวมของห้างที่ค่อนข้างกว้างใหญ่ มีความสูงถึง 6 ชั้น ทำให้ภายใน Imperial World มีสินค้ารวบรวมเอาไว้ครบครัน


สำหรับสายชอปแล้ว ที่นี่ก็ได้รวบรวมสินค้าแฟชันและ Shop ต่าง ๆ เอาไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าแฟชัน, เครื่องประดับ, อุปกรณ์กีฬา, ร้านค้า Gift Shop, ร้านหนังสือ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าก็มีพร้อม ตอบโจทย์ทุกความต้องการได้อย่างแน่นอน ส่วนชั้นล่างสุดจะเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตอย่าง Big C ไว้ให้พ่อบ้าน-แม่บ้านได้จับจ่ายใช้สอยวัตถุดิบ และของสดกันด้วย


ส่วนใครที่กำลังตามหาร้านกาแฟ หรือคาเฟ่น่ารัก ๆ สำหรับนั่งพักผ่อน หรือตบท้ายจากมื้ออาหาร ที่ Imperial World ก็มีทั้งร้าน Leaf Cafe สำหรับคอกาแฟ และ Bake A Wish สำหรับผู้ที่รักขนมหวานเปิดอยู่ด้วย หากสั่งมานั่งทานที่ร้านก็ได้บรรยากาศดี เพราะทั้งสองร้านตกแต่งมาในโทนสีสบายตา เหมือนได้พักผ่อนไปในตัว หรือใครจะซื้อกลับไปทานที่ห้องก็สะดวก แถมราคายังน่ารัก สมเหตุสมผล


ปิดท้ายด้วยความบันเทิงกันอีกสักหน่อย ซึ่งแน่นอนว่า ห้างนี้จะต้องมีสิ่งอำนวยความสนุกที่ตอบโจทย์ผู้คนรวมอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเกมเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่, ห้องคาราโอเกะแบบเป็นส่วนตัว, ยิมสำหรับออกกำลังกาย ไปจนถึงโรงภาพยนตร์จากเครือ Major Cineplex ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะอยากทำกิจกรรมรูปแบบใด แค่แวะมาที่ชั้น 5 ห้าง Imperial World ก็พร้อมเสิร์ฟทุกความต้องการให้คุณแล้ว


ใกล้ Imperial World เพียง 300 เมตร
 กำลังจะเกิดเป็นโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่


เตรียมพบกับ Shopping Mall และร้านค้ากว่า 15,000 ตารางเมตร ภายใต้โครงการคอนโดมิเนียม Regal Sukhumvit 76 บริษัท ไฮไชน์ ดีเวลลอปเม้นท์ กรุ๊ป จำกัด ที่ตั้งใจจะร่วมมือกับบริษัทบริหารศูนย์การค้าชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในการสร้างและจัดการให้เป็น ศูนย์การค้าระดับไฮเอนด์ ที่มีความทันสมัย พร้อมด้วยร้านค้ามากมายให้เลือกใช้บริการ ซึ่งเหมาะจะเป็นแหล่งพักผ่อนยามว่าง ที่ครบครันทั้งด้านเอนเตอร์เทนเมนต์ และร้านอาหารต่าง ๆ ซึ่งในอนาคตหากโครงการนี้สร้างจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็มีโอกาสที่ย่านสำโรงจะยิ่งทวีความคึกคัก และมีตัวเลือกให้กับผู้บริโภคมากยิ่งขึ้นด้วย


สูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด พร้อมเติมเต็มสุขภาพดีที่ ‘ดาดฟ้า’ ทุกวัน


หลังจากแวะเดินห้างตากแอร์เย็นฉ่ำกันไปแล้ว คราวนี้ก็ถึงตาของ Community Mall สไตล์ Outdoor ในย่านแบริ่งกันบ้าง เพราะในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่คนเมืองอย่างเรา ๆ จะได้มีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจท่ามกลางบรรยากาศสีเขียวแสนบริสุทธิ์


สำหรับทำเลในแถบแบริ่งเองก็มีลักษณะของความเป็นชุมชนค่อนข้างสูง โดยรอบจะเต็มไปด้วยตลาด และอาคารบ้านเรือนของผู้คนหลากหลาย จึงทำให้เกิดเป็นสถานที่อย่าง ‘ดาดฟ้า ลาซาล’ ขึ้นมา เพื่อให้ผู้คนได้เข้ามาสัมผัสความร่มรื่น พร้อมแชร์ความสุข สุขภาพดีให้กับทุก ๆ คน โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องออกไปตามหาให้ไกลตัว ด้วยทำเลที่อยู่ติดถนน อีกทั้งยังใกล้รถไฟฟ้าแบริ่งอีกด้วย


Community Mall ออกแบบเหมือนสวนสาธารณะ


คำว่า ‘ดาดฟ้า’ ในความหมายที่เราเข้าใจคงจะเป็นเหมือนพื้นที่ส่วนหนึ่งของบ้าน หรือตึกสูงสักหลัง ที่มีไว้เพื่อให้เราได้ขึ้นไปชื่นชมความงามของท้องฟ้า แสงแดด และธรรมชาติรอบตัว เปรียบเสมือนพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจในยามที่เหนื่อยล้า และที่ ‘ดาดฟ้า ลาซาล’ แห่งนี้ก็คงมีความหมายที่ไม่แตกต่างกันนัก เพราะที่นี่ก็ยังคงเป็นเหมือนสถานที่พักใจ ที่คอยเปิดประตูต้อนรับผู้คนทุกเพศ ทุกวัยอยู่ในทุก ๆ วัน เพื่อให้พวกเขาได้มาสัมผัส และหอบเอาธรรมชาติที่เคยเข้าถึงได้ยาก กลับไปเติมพลังให้ชีวิตกลับมามีเรี่ยวแรงกันอีกครั้ง


ถ้าจะบอกว่าที่นี่คือ “ปอดของเมืองอีกหนึ่งแห่ง” ก็คงไม่ผิดจากความจริงเกินไปนัก เพราะตลอดพื้นที่ทั้ง 5 ไร่ของดาดฟ้า ลาซาลนั้น ก็ได้หยิบเอาต้นไม้น้อยใหญ่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ และถึงแม้จะเป็นการตกแต่งแบบกึ่ง Outdoor แต่ที่นี่แทบไม่ต้องพึ่งพาพัดลมไอน้ำ หรือลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศในการช่วยคลายความร้อนเลยแม้แต่น้อย เนื่องจากมีร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่ที่แผ่ปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณ คอยให้ความร่มเย็น และมอบอากาศบริสุทธิ์ให้กับทุกคนที่มาเยือนได้อย่างเต็มที่นั่นเอง


แม้แต่ร้านอาหารภายใน ‘ดาดฟ้า ลาซาล’ ก็ยังถูกคัดเลือกมาอย่างใส่ใจ ไม่เน้นความเป็นร้านดังที่มีชื่อเสียง แต่ทุกร้านที่จะเข้ามาอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้จะต้องเป็นร้านที่ดีต่อสุขภาพ และให้ความสุขกับลูกค้าด้วยคุณภาพ และความใส่ใจอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็น…


  • Cheevit Cheeva : ร้านคาเฟ่ขนมหวานยอดฮิตที่บินตรงลงมาจากเมืองเชียงใหม่ พร้อมกับเมนูเด็ดอย่าง “บิงซูบัวลอยไข่เค็ม” และไม่ว่าจะเป็นเมนูของหวานหรือเครื่องดื่ม ที่นี่ก็ไม่เคยทำให้ผิดหวัง เหมาะสำหรับผู้ที่อยากเติมน้ำตาล พร้อมรับความเย็นชื่นใจให้คลายร้อนกันในยามบ่ายจริง ๆ
  • Gravity Artisan Cafe : คาเฟ่น่ารักบรรยากาศดี ที่เสิร์ฟครบทั้งเครื่องดื่ม, ขนมหวาน และอาหารคาว หากใครกำลังตามหาร้านนั่งชิลล์ ๆ ที่ครบจบในที่เดียว บอกเลยว่า... พลาดร้านนี้ไม่ได้
  • สวนผัก โอ้กะจู๋ : นับเป็นอีกหนึ่งไฮต์ไลต์เด็ดของที่นี่เลยก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าจะเช้า สาย บ่าย หรือเย็น ร้านโอ้กะจู๋ก็มีผู้คนอยู่แน่นร้าน ด้วยบรรยากาศที่โล่งโปร่ง บวกกับวัตุดิบผักสดที่ได้คุณภาพ ทั้งยังพร้อมเสิร์ฟด้วยเมนูพิเศษที่มีเฉพาะสาขาดาดฟ้าเท่านั้น จึงทำให้ใคร ๆ ก็ต่างติดใจจนต้องแวะกลับมาฝากท้องกันอยู่เสมอ
  • Farm-Mu Cafe : คาเฟ่สไตล์ญี่ปุ่นที่เน้นวัตถุดิบออร์แกนิกชั้นดีของไทย ไม่ใส่ผงชูรส และยังใส่ใจในทุก ๆ คำ จึงทำให้ที่นี่กลายเป็นอีกหนึ่งร้านอาหารไทยฟิวส์ชัน รสชาติดี และได้สุขภาพไปแบบเต็ม ๆ


นอกจากร้านดังกล่าวข้างต้นแล้ว ภายใน ‘ดาดฟ้า’ ก็ยังมีร้านอร่อย ใส่ใจวัตถุดิบ ที่เน้นในเรื่องของสุขภาพให้เลือกทานอีกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น มิตรปลาจุ่ม, Yoga Cafe - Vegan & Healthy Food และร้านอร่อยอื่น ๆ อีกเพียบ ถ้าอยากรู้ว่ามีร้านสุขภาพแบบไหนที่ใช่สไตล์คุณ ก็ต้องลองแวะมาเดินเล่นกันสักครั้งแล้วละ


แต่ถ้าใครที่คิดว่าที่นี่มีเพียงแค่บรรยากาศร่มรื่น กับร้านอาหารเพื่อสุขภาพเท่านั้นล่ะก็ บอกเลยว่า “ไม่ใช่” เพราะไม่เพียงแต่ให้บรรยากาศที่ร่มรื่น ดีต่อใจ และรายล้อมไปด้วยร้านอาหารที่ดีต่อร่างกายแล้ว แต่ที่ดาดฟ้า ลาซาลยังมี Happening Library อีกหนึ่งคาเฟ่ที่รวบรวมงานศิลปะผ่านอีเวนต์ และ Shop ขายของอยู่ด้วย เหมาะสำหรับคนที่ตามหาร้านกาแฟที่มีความหลากหลาย หลากสีสัน ให้ได้เสพงานศิลป์กันทั้งวัน


ส่วนใครอยาก Healthy ขึ้นมาอีกนิด ก็ชวนกันมาขยับร่างกายที่ชั้น 2 ของดาดฟ้ากับ The Fitness ได้เช่นกัน เพราะเขามีอุปกรณ์การออกกำลังกายครบครัน พร้อมด้วยครูผู้ช่วยให้เราเวิร์กเอาต์ท่ามกลางบรรยากาศสีเขียวได้ทุกวัน


‘Lasalle Avenue’ ชอปปิงมอลล์แนวราบกับชอปสแตนอโลนของ Uniqlo


มาต่อกันที่ Lasalle's Avenue อีกหนึ่งคอมมูนิตีมอลล์ที่อยู่ใกล้ ๆ กับดาดฟ้า ซึ่งที่นี่ก็นับเป็น Shopping Mall แนวราบที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ที่ดึงเอาสวนเด็กเล่น และพื้นที่สีเขียวมาเป็นจุดเด่น ตกแต่งไว้รายล้อมรอบ ๆ โครงการ เพื่อต้องการให้ผู้ที่มาเยือน รู้สึกเหมือนได้ชอปปิงท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาตินั่นเอง


และอีกหนึ่งจุด Check Point ที่ทำให้ทำเลแบริ่งน่าสนใจ ก็ต้องยกให้กับ Uniqlo สแตนอโลนขนาดใหญ่ ที่ตั้งตัวแยกออกมาอยู่ภายใน Lasalle's Avenue แห่งนี้ ซึ่งถือว่าเป็นสาขาที่ค่อนข้างใหญ่พิเศษ ดังนั้น ใครที่รู้ตัวว่าเป็นสาวกของแบรนด์ญี่ปุ่นเจ้านี้ ก็ไม่ควรพลาดที่จะแวะมาเดินชอปเป็นอันขาด


หากใครแวะมาเดินเล่นในช่วงบ่าย ๆ อากาศร้อน ๆ แบบนี้แล้วละก็ คงจะพาให้รู้สึกเหนื่อยล้ากันได้บ้าง แต่กังวลไป เพราะที่ Lasalle's Avenue ก็มีร้านกาแฟ Starbucks คอยให้บริการเครื่องดื่มชั้นเยี่ยมสำหรับเติมพลังอยู่ด้วย โดยรอบ ๆ ตัวร้านจะรายล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่ ให้เราได้นั่งมองพร้อมจิบเครื่องดื่มแก้วโปรด... คงช่วยสร้างความสดชื่นได้ไม่น้อยเลย 


แต่ถ้าใครอยากฝากท้องแบบเต็มอิ่มทั้งเครื่องดื่ม ของหวาน และอาหารรสชาติดี Orca Baker & Butcher ก็เป็นตัวเลือกที่คุณไม่ควรพลาด เพราะที่นี่จะเสิร์ฟอาหารแบบ Fine Dining ในบรรยากาศสไตล์อินดัสเทรียลลอฟต์ ที่เน้นตัววัตถุดิบเป็นสำคัญ ปรุงสดด้วยฝีมือเชฟทุก ๆ จาน ถ้าใครชอบอาหารสไตล์อิตาเลี่ยนอยู่แล้ว บอกเลยว่า... ต้องมาลอง


แต่ถ้าอาหารอิตาเลี่ยนยังไม่ใช่แนวเรา ก็ลองเดินดูรอบ ๆ อเวนิวก่อนก็ได้ เพราะภายในจะมีครบทั้ง ชาบู, ซูชิ, ปลาดิบ, ปิ้งย่าง รวมไปถึงร้านซูรูฮะให้ได้เลือกชอปสินค้าคุณภาพจากญี่ปุ่นกัน นอกจากนี้ยังมีร้านค้าเล็ก ๆ เป็นกันเอง ที่ขายเสื้อผ้า เครื่องประดับให้เลือกดูมากมาย บอกเลยว่า ถึงจะเป็น Shopping Mall แนวราบ แต่ก็มีความหลากหลายครบครันอยู่ในตัวไม่น้อย 




‘ท่องคาเฟ่ลึกลับ’ จุดหมายของการพักผ่อนแห่งใหม่ ที่ให้คุณมากกว่าแค่บรรยากาศดี


‘Agalin Garden Room’ Hidden Cafe กลางป่า!


ใครจะรู้ว่า จาก BTS แบริ่งแค่ 5 นาที จะพาเรามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าป่าร่มรื่นกลางเมืองแห่งนี้ได้ และถึงแม้จะลึกลับซับซ้อนแค่ไหน เอสโตก็อยากค้นหาสถานที่ที่ดีที่สุด เพื่อให้ทุกคนได้เข้ามาหลบร้อน พักหายใจจากฝุ่นควัน และมลภาวะในเมืองกัน


และ Agalin Garden Room ก็เปรียบเสมือนโอเอซิสท่ามกลางเมืองใหญ่ ที่หากใครหลงเดินเข้ามา ก็อาจจะหลงตกตะลึงไปกับธรรมชาติรอบตัว จนเผลอนึกว่าหลุดเข้ามาอยู่ในป่าใหญ่ที่ไหนสักแห่ง แต่หากเราเดินไปจนสุดทางแล้ว ก็จะได้พบกับเรือนกระจกเล็ก ๆ ที่พาเราเข้าไปสู่ตัวร้านอย่างเป็นทางการนั่นเอง


Agalin Garden Room กำเนิดเกิดขึ้นจากศิลปินชื่อดังด้าน Landscaping and Gardening และ Interior Decorator ที่มีชื่อเสียง จนกลายเป็น “อกาลิน” ที่แปลว่าไร้กาลเวลา ด้วยความตั้งใจที่จะให้ผู้ที่แวะมาได้สัมผัสกับความรู้สึกที่เหมือนหลุดเข้าไปในอีกโลกหนึ่ง ที่ที่ทำให้มีความสุข จนหลงลืมกาลเวลาไปชั่วขณะ 


ส่วนการตกแต่งภายในตัวเรือนกระจก ที่เป็นมุมนั่งทานหลักของร้านนั้น ก็จะถูกประดับประดาอย่างน่ารัก มีสไตล์ ดูสวยงามไปทุกมุมมอง ทั้งดอกไม้, รูปปั้น, กรอบรูป และโทนสีต่าง ๆ หลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างลงตัว จนอดไม่ได้ที่จะถ่ายรูปเก็บไว้


ที่ที่ไม่มีกาลเวลา เพราะที่นี่ทั้งเงียบสงบ และอบอุ่น


ถึงเวลาเปิดตัวอีกหนึ่งจุดเด่นของร้าน ‘อกาลิน’ อย่าง ‘เมนูอาหาร’ ที่ทำให้ร้านนี้กลายเป็นหนึ่งในสถานที่ลับ ที่ใครหลายคนยังคงติดใจอยู่เสมอ และขอบอกเลยว่า เมนูทั้งหมดภายในร้านยังมีการดูแลรายละเอียดทุกอย่างอย่างใกล้ชิด ใส่ใจทั้งในเรื่องของวัตถุดิบ และการปรุงรสชาติ ทำให้ทุกจานที่คุณจะได้ลิ้มรสนั้นประทับใจ จนอยากทานอีกซ้ำ ๆ


เริ่มต้นที่เมนูฟิวส์ชันสุดเบสิก ที่รับรองว่าถูกปากทุกคนอย่าง สปาเกตตี้เส้นดำรอนนี่ผัดปลาสลิด (ราคา 250 บาท) โดยทางร้านจะใช้เส้นดำแองเจิลแฮร์ผัดเคล้ากับกระเทียม, พริกแห้ง, มะเขือเทศลูกเล็ก รสหวานกรอบ กับใบโหรพา ก่อนจะตกแต่งจานด้วยปลาสลิดทอดกรอบ ๆ ทานได้ทั้งชิ้น ทำให้เมนูจานนี้ไม่เลี่ยนจนเกินไป มีรสชาติแบบไทย ๆ หอมอร่อยลงตัว 


แต่ถ้าอยากเติมความสดชื่นด้วยผักสด ๆ เมนู สลัดปูนิ่ม (ราคา 280 บาท) ก็นับเป็นอีกจานที่ต้องลอง มาในขนาดกำลังพอดี ทานพออิ่มแบบสบาย ๆ โดยในจานจะให้ปูนิ่มทอดกรอบมาทั้งตัว เคียงด้วยสลัดผักหลากหลายสีสัน ประกอบไปด้วยมะเขือเทศ, พริกหวาน, แตงกวา, ผักสลัด, แครอท, หอมแดง และครีมชีส น่ารับประทาน เสิร์ฟพร้อมน้ำสลัดสองสไตล์ รสชาติออกเปรี้ยว และอมหวาน ไม่ว่าจะทานแบบไหน คู่กับอะไร ก็เลือกทานได้ตามความชอบ บอกเลยว่า จานนี้ลงตัว ครบรส ทานเพลิน ๆ แถมได้สุขภาพด้วย


ทานอาหารแล้ว ก็ต้องมีเครื่องดื่มด้วยถึงจะครบสูตร ว่าแล้วก็ไปพบกับเครื่องดื่มสามสหายอย่าง น้ำอัญชัญ+มะนาว+โซดา (ราคา 120 บาท) ซึ่งแก้วนี้จะมีลูกเล่นน่ารัก ๆ เหมือนเราได้ผสมเครื่องดื่มเวทมนต์ด้วยตัวเอง เริ่มจากการเทน้ำอัญชัญ ตามด้วยโซดา แล้วตบท้ายด้วยการบีบมะนาว น้ำสีฟ้าสดใสก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนสีกลายเป็นสีม่วงสวย ช่วยเพิ่มความสนุกให้กับมื้ออาหารได้เป็นอย่างดี แถมยังมีรสชาติหวานอมเปรี้ยวซูซ่า สดชื่น คลายร้อนด้วยนะ 


ต่อให้จบมื้ออาหารแล้ว แต่ความสุขและความสดใสก็ยังไม่หมดไปจากใจ ถ้าไม่เชื่อก็ลองแวะออกมาเล่นกับน้องแมวเจ้าถิ่นแสนเชื่อง และถ่ายรูปมุมสวย ๆ พร้อมเก็บภาพความประทับใจไว้อีกสักเล็กน้อยดูสิ หรือใครจะให้อาหารปลา ที่ร้านเขาก็มีบริการอยู่ด้วย ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะแวะมาสถานที่แห่งนี้ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แต่รับรองว่า... ทุกครั้งที่คุณได้ก้าวออกจากร้าน ความเหนื่อยล้า และความเครียดต่าง ๆ จะถูกทิ้งไปจนหมดแน่นอน


ตะลุยคาเฟ่อาร์ต ๆ ที่มีมาสคอตเป็นเจ้าเป็ดน้อย ที่ ‘Bougain Cafe & Craft’


แวะมานั่งทอดอารมณ์ พร้อมเติมความสุนทรียกับคาเฟ่สไตล์สวนหลังบ้านกันสักหน่อยกับ Bougain Cafe & Crafts คาเฟ่น่านั่งใกล้ BTS แบริ่ง ที่มาในรูปแบบของบ้านและสนามหญ้า เหมือนเราได้มานั่งชิลล์ นั่งเล่นบ้านเพื่อนอย่างไรอย่างนั้น ส่วนชื่อของร้าน Bougain ก็มีความหมายถึงต้นเฟื่องฟ้า ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่มาตั้งแต่ทางเข้า แถมภายในร้านก็ยังมีต้นไม้อีกหลากหลายชนิด ที่คอยสร้างบรรยากาศ และให้ความรู้สึกสงบอยู่รอบ ๆ ที่นั่ง


เมื่อก้าวเข้ามาในร้านแล้ว จะเจอกับบรรยากาศสุดอบอุ่น สุขุม และมีความสงบลงตัว ดูเข้ากันไปหมด ด้วยการตกแต่งจากเฟอร์นิเจอร์ไม้ ผนังสีเทา เพดานสไตล์ลอฟต์ และกระจกใสรอบร้าน ที่ช่วยให้เรามองออกไปได้ไกลถึงสวนหลังบ้าน นอกจากนี้ยังมีมุมให้เลือกนั่งหลากหลาย ทั้งโต๊ะเล็ก, โต๊ะใหญ่ ไปจนถึงเคาน์เตอร์บาร์ ดังนั้น ไม่ว่าจะมาเป็นกลุ่มแก๊ง หรือมานั่งทำงานคนเดียว ก็มีพื้นที่พร้อมรองรับสำหรับลูกค้าในทุกกลุ่มเลย


แต่ถ้าในวันอากาศดี มีแดดอ่อน ๆ ล่ะก็ โซน Outdoor ติดสวนก็ถือเป็นมุมนั่งที่ไม่ควรพลาด ด้วยบรรยากาศผ่อนคลาย รายล้อมด้วยต้นไม้หลากสายพันธุ์, มองไปเห็นสนามหญ้าสีเขียว และเจ้าเป็ดตัวน้อยที่เดินเล่นไปมาในสวน ก็ยิ่งชวนให้เรามองเพลิน ผ่อนคลายกันไปแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว


ทางด้านเมนูอาหารของร้านนี้ ก็เสิร์ฟทั้งขนมอบ, เค้ก และเครื่องดื่มให้ได้ทานกัน ไม่ว่าจะจิบกาแฟคู่ครัวซองค์ร้อน ๆ เพื่อเติมพลังยามเช้า หรือเลือกเป็นเค้กเนื้อนุ่มทานคู่กับน้ำผลไม้รสชาติสดชื่น ก็เข้ากับบรรยากาศยามบ่ายได้ดี ถ้าใครอยากทานอะไร เมนูไหน เครื่องดื่มชนิดใด ก็สามารถเดินมาจิ้มที่ตู้ได้เลย เท่านี้ทุกจานก็พร้อมเสิร์ฟถึงโต๊ะคุณแล้ว


แต่ถ้าใครยังนึกไม่ออกว่าจะสั่งเมนูไหนมาทานดี เราก็ขอแนะนำขนมหวานเลยเลยแล้วกัน เริ่มต้นด้วย Parisian Flan (ราคา 130 บาท) เค้กแป้งทาร์ต ที่มีคัสตาร์ตเนื้อนิ่มเหมือนทานพุดดิ้ง เสิร์ฟคู่กับสตรอว์เบอร์รีรสเปรี้ยว พอทานคู่กันแล้วลงตัวสุด ๆ 


อีกเมนูก็มีหน้าตาน่ารัก ๆ อย่าง Choux Creme (ราคา 120 บาท) แป้งชูชิ้นฟูที่ได้ทั้งครีมหอมหวาน แป้งเนื้อกรอบ และผลไม้เชื่อมด้านใน เวลาทานต้องทานแบบรวม 3 เท็กเจอร์ในคำเดียว ถึงจะได้รสชาติแบบเต็มคำ


ถัดมาจะเป็นเครื่องดื่มรสเปรี้ยว ช่วยตัดเลี่ยนได้เป็นอย่างดีอย่าง Strawberry Mojito (ราคา 120 บาท) โดยเครื่องดื่มแก้วนี้จะได้ความซ่าจากโซดา และมีรสหวานหอมของสตรอว์เบอร์รี กับความอมเปรี้ยวของมะนาวนิด ๆ บวกกับกลิ่นหอมของใบมิ้นต์ที่ปั่นผสมมาช่วยดับร้อน จิบสลับกับเค้กแล้วเข้ากันสุด ๆ


ดิบ นิ่ง เท่ มาดเข้ม ต้องที่ ‘The Black Forest Cafe’


มาถึงอีกหนึ่งคาเฟ่ที่อยู่ตรงข้ามกัน โดยร้านนี้จะเรียกว่าลับก็ไม่ใช่ แต่ให้เรียกว่า “ครึม” เสียจนไม่บอกก็ไม่รู้ว่าเป็นคาเฟ่จะดีกว่า แถมทางเข้าร้านก็ยังชวนให้งง เพราะเล็กซะจนเดินเลยผ่านไปแบบไม่รู้ตัว อย่างร้าน The Black Forest Cafe ร้านกาแฟสไตล์เท่ ๆ ดิบ ๆ ที่่น่าจะเป็นร้านกาแฟในดวงใจของใครหลายคน


เมื่อเดินเข้าไป ภายในร้านจะถูกแบ่งโซนที่นั่งออกเป็น 2 ชั้น ซึ่งหากมองจากภายนอกจะค่อนข้างทึบ จนแทบมองไม่เห็นตัวร้านด้านในเลยด้วยซ้ำ แต่กลับกัน เราจะสามารถมองเห็นวิวจากทางด้านนอกได้อย่างชัดเจน ส่วนการตกแต่งจะมีเอกลักษณ์ที่ปูนเปลือย และการใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อแดงสีเข้ม มาตัดกับโทนสีดำ-ทองทั่วทั้งร้าน ตามสไตล์ผู้ชายสุขุม ซึ่งเหมาะจะมาแวะนั่งทำงาน หรืออ่านหนังสือเงียบ ๆ อยู่ไม่น้อย


นอกจากนี้ ที่ร้านยังมีมุมหนังสือให้หยิบอ่านกัน ส่วนใครที่อยากเดินดูสินค้าเล็ก ๆ น้อย ๆ เขาก็มีเครื่องประดับอย่าง แหวนกับกระเป๋าผ้า ให้ได้เลือกชอปกันอยู่อีกด้วยนะ 


ทางด้านของเมนูอาหาร แน่นอนว่าหัวใจของที่นี่ต้องเป็นกาแฟ ไหน ๆ ก็มามาในมาดดิบเท่แบบนี้แล้ว รสชาติก็คงจะเข้มข้นถึงคอคนรักกาแฟอย่างแน่นอน เริ่มต้นด้วยแก้วง่าย ๆ อย่าง Nimbus (ราคา 90 บาท) เอสเพรสโซ่เย็นท็อปด้วยฟองโฟมสีขาวชั้นหนา ได้ทั้งเข้มทั้งละมุนในหนึ่งเดียว


ส่วนเมนูขนมหวานที่แนะนำจะเป็น Dark (ราคา 165 บาท) วาร์ฟเฟิลเนื้อนุ่มกรอบนอก โรยด้วยโอรีโอครัมเบิล กรุบกรอบ ทานคู่กับวิปครีมและไอศกรีมวนิลา ราดด้วยซอสช็อกโกแลตอีกนิด ก็ไม่มีอะไรจะอร่อยลงตัว และเข้ากันได้ดีไปมากกว่านี้แล้วล่ะ




จาก ‘BTS แบริ่ง’ ถึง ‘BTS บางนา’ เพียง 1 สถานีก็พาคุณก้าวเข้าสู่โลกของธรรมชาติกับ ’ป่าใหญ่ใกล้เมือง’ ได้


‘บางกระเจ้า’ ป่าธรรมชาติขนาดใหญ่ ที่เปรียบเสมือนปอดของเมืองกรุง


ใครว่า.... การได้สัมผัสกับธรรมชาติสุดร่มรื่น จะต้องเดินทางออกไปไกลเท่านั้น เพราะ บางกระเจ้า จะเปลี่ยนมุมมองของคุณที่มีต่อการท่องเที่ยวพักผ่อนไปอย่างสิ้นเชิง โดยเราไม่จำเป็นต้องมีรถยนต์ส่วนตัว หรือต้องใช้เวลามากมาย แต่คุณก็สามารถไปเช้า-เย็นกลับได้แบบสบาย ๆ โดยการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า แค่นั่งมาลงที่ BTS สถานีบางนา จากนั้นต่อรถโดยสารนั่งย้อนกลับมาที่ ‘สี่แยกบางนา’ ฝั่งถนนสรรพาวุธ และนั่งวินต่อไปยังวัดบางนานอก ราคาประมาณ 15-20 บาทเท่านั้นเอง


มาถึงที่แล้วจะให้เดินจนทั่วก็คงไม่ไหว ยังไงเราก็แนะนำให้เช่าจักรยานมาปั่นเล่นกันเพลิน ๆ จะดีกว่า เพราะคุณจะได้ทั้งออกกำลังกายรับลม พร้อมชมธรรมชาติแบบชิลล์ ๆ ไปในตัว ส่วนจุดเช่าจักรยานนั้นก็มีให้เลือกหลากหลายร้าน ตั้งอยู่บริเวณท่าเรือบางน้ำผึ้งนอก ราคาไม่แพง เหมาทั้งวันอยู่ที่ 50-100 บาทเท่านั้น ถือว่าคุ้มค่ามากสำหรับการใช้สำรวจธรรมชาติ แต่ถ้าใครมีจักรยานพับได้คู่ใจ อยากพกมาปั่นที่นี่เองก็ได้นะ


เติมธรรมชาติเข้ากาย แล้วสูดหายใจเข้าให้เต็มปอด


สำหรับเมืองใหญ่แล้ว บรรยากาศธรรมชาติดูเหมือนจะเป็นเรื่องไกลตัว ฉะนั้นการได้แวะมาพักผ่อนเติมพลังธรรมชาติเข้าสู่ร่างกาย คงเป็นอีกหนึ่งหนทางที่ช่วย Healing ตัวเองได้มากทีเดียว เพราะไม่ว่าจะหันไปทางไหน ธารน้ำ สายลม แสงแดด และร่มเงาของต้นไม้ก็จะคอยปลอบประโลมร่างกาย และจิตใจของเราให้สดชื่นและแจ่มใสขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ


ส่วนใครที่ชอบถ่ายรูปเช็กอิน เก็บไว้เป็นความทรงจำแล้วละก็ “สะพานเขื่อนขันธ์มรรคา” ก็เป็นหนึ่งจุดยอดฮิตที่ถ่ายรูปสวยทุกมุม เนื่องจากตัวสะพานนั้นทอดยาวไปบนผืนน้ำ ให้เราได้เฝ้ามองพันธุ์ปลาต่าง ๆ และต้นไม้ใหญ่ได้แบบ 360 องศาเลย


หรือถ้าใครอยากชมวิวของป่าในมุมสูง หอชมนกสูง 7 เมตร ก็จะทำให้เราได้เห็นความเขียวชอุ่มของแมกไม้รอบ ๆ ได้อย่างเต็มที่ และคุณอาจจะได้เห็นเจ้านกประจำถิ่นอย่าง นกตะขาบทุ่ง, นกกระเต็นอกขาว, นกตีทอง, นกกินปลีอกเหลืองกำลังเกาะกิ่งก้านของไม้ใหญ่ ให้เราได้ชื่นชมความสวยงามของพวกมันอยู่ก็ได้ 




จะดีไหม? หากสถานที่พักใจแสนพิเศษ
 คือที่ที่คุณเข้าถึงได้ง่ายดายในทุก ๆ วัน


Regal Sukhumvit 76 เป็นคอนโดมิเนียมที่ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่าง BTS สำโรง และ BTS แบริ่ง ซึ่งในอนาคตกำลังจะกลายเป็นจุด Interchange ของรถไฟฟ้า 3 สาย ได้แก่ รถไฟฟ้าสายสีเขียว, รถไฟฟ้าสายสีเหลือง และรถไฟฟ้ารางเบาสีฟ้า จึงทำให้คุณสามารถเดินทางเข้า-ออกเมืองได้อย่างสะดวกง่ายดาย หลากหลายเส้นทาง แถมยังใกล้จุดเชื่อมทางด่วน 3 สาย ทั้งวงแหวนรอบนอก (สะพานภูมิพล), ทางด่วนศรีรัช และทางด่วนฉลองรัช ช่วยให้เราสะดวกในการเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองโซน CBDs ต่าง ๆ เช่น อโศก, สาทร หรือพระราม 9 นอกจากนี้ก็ยังอยู่ในทำเลที่สงบ อบอุ่น มีพื้นที่สีเขียวมากมายให้คุณได้พักผ่อนจากการทำงานที่เหนื่อยล้าอีกด้วย


ถ้าทุกความต้องการทั้งหมดนี้ คือ สิ่งพิเศษที่คุณตามหา รับรองว่าโครงการ Regal Sukhumvit 76 จะเป็นคอนโดที่เปรียบเสมือนบ้านพักตากอากาศ ให้คุณได้เติมพลังในทุก ๆ วันอย่างแน่นอน...



รายละเอียดโครงการ Regal Sukhumvit 76 (รีเกิล สุขุมวิท 76)

ชื่อโครงการ : Regal Sukhumvit 76 (รีเกิล สุขุมวิท 76)

เจ้าของโครงการ : บริษัท ไฮไชน์ ดีเวลลอปเม้นท์ กรุ๊ป จำกัด

ที่ตั้งโครงการ : ซอยมิตรอุดม สาย 1 สำโรงเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ

พื้นที่โครงการ : 18 ไร่

ลักษณะโครงการ : คอนโดมิเนียม High Rise 8 อาคาร

จำนวนห้อง : 4,931 ยูนิต

รูปแบบห้อง

  • 1 ห้องนอน ขนาด 28 ตร.ม. (ความสูง 2.7 เมตร)
  • 2 ห้องนอน ขนาด 38-49 ตร.ม. (ความสูง 2.7 เมตร)
  • ดูเพล็กซ์ 2 ถึง 4 ห้องนอน ขนาด 58-110 ตร.ม. (ความสูง 5.6 เมตร)

ที่จอดรถ : 30% ไม่รวมซ้อนคัน (1,890 คัน) 

สิ่งอำนวยความสะดวก : สนามเทนนิส, หน้าผาจำลอง, ห้องออกกำลังกาย, ห้องอ่านหนังสือ, ห้องเด็กเล่น, ห้องรับแขกลอยฟ้า, สระว่ายน้ำลอยฟ้า, ลอปบี, สระจากุซซี่, สนามเด็กเล่น, พื้นที่สวนสาธารณะภายในโครงการขนาดใหญ่, Co-Kitchen Space, Kids Playground, Meeting Room, ลานกิจกรรม, ห้องสนุก, ห้องโยคะ และอีกมากมาย

ราคาเริ่มต้น : ราคาเริ่มต้น 1.79 ล้านบาท (ห้องขนาด 28 ตร.ม.)


FACILITIES โครงการ Regal Sukhumvit 76 (รีเกิล สุขุมวิท 76)


ภาพตัวอย่าง Shopping Mall ของโครงการ


ภาพตัวอย่าง Lobby ของโครงการ


ภาพตัวอย่าง Club house ของโครงการ


ภาพตัวอย่าง Club house ของโครงการ Regal Sukhumvit 76
ภาพตัวอย่าง Club house ของโครงการ


ภาพตัวอย่างพื้นที่สวนสาธารณะขนาดใหญ่ภายในโครงการ Regal Sukhumvit 76
ภาพตัวอย่างพื้นที่สวนสาธารณะขนาดใหญ่ภายในโครงการ


ภาพตัวอย่าง Open Activity Area ของโครงการ Regal Sukhumvit 76
ภาพตัวอย่าง Open Activity Area ของโครงการ


ภาพตัวอย่าง Fitness ของโครงการ Regal Sukhumvit 76
ภาพตัวอย่าง Fitness ของโครงการ


ภาพตัวอย่าง Swimming Pool ของโครงการ Regal Sukhumvit 76
ภาพตัวอย่าง Swimming Pool ของโครงการ


Unit Plan โครงการ Regal Sukhumvit 76 (รีเกิล สุขุมวิท 76)


ภาพแปลนของห้อง 1 Bedroom ขนาด 28 ตร.ม.


ภาพแปลนของห้อง 2 Bedroom ขนาด 56 ตร.ม.


ภาพแปลนของห้อง 2 Bedroom ขนาด 38 ตร.ม.


ภาพแปลนของห้อง 4 Bedroom ขนาด 109 ตร.ม.


ภาพแปลนของห้อง 2 Bedroom ขนาด 58 ตร.ม.


ภาพแปลนของห้อง 3 Bedroom ขนาด 72 ตร.ม. และภาพแปลนของห้อง 3 Bedroom ขนาด 74 ตร.ม.


เป็นเจ้าของโครงการที่ดีที่สุด ที่ให้คุณมีความสุขกับการใช้ชีวิตทุกวัน ด้วยโปรโมชันสุดคุ้มค่า น่าจับจองเป็นเจ้าของกับ Regal Sukhumvit 76


ลงทะเบียนรับฟรี เฟอร์นิเจอร์แพ็กเกจ 100,000 บ. และรับส่วนลดสูงสุด 1.12 ลบ* คลิก


  • ฟรี! แต่งครบ รับเฟอร์นิเจอร์ Voucher ให้เลือกชอป 100,000 บาท ทุกยูนิต*
  • ส่วนลดสูง 1,000,000 บาท
  • Central Gift Card 2,000 บาท ทุกยูนิต*
  • Welcome Gift Limited Edition จาก Hishine Development มูลค่า 2,990 บาท ทุกยูนิต


เรื่องราวต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร...?

Related Stories

Esto Talks

See All >

VDO - Catch Up

Catch Up : คอนโด Rich Park Terminal @Phahonyothin 59