รูปบทความ กาลครั้งนี้ที่จรัญฯ-พระนคร 2 เรื่องราวริมน้ำ ผ่านไลฟ์สไตล์ไร้ขีดจำกัด

Once upon the time กาลครั้งนี้ที่ ‘จรัญฯ’ 2 เรื่องราวริมน้ำ ผ่านไลฟ์สไตล์ไร้ขีดจำกัด...


: Time and tide wait for no man เวลาและวารีไม่เคยคอยใคร

แล้วทำไมเราจะต้องหยุดนิ่งปล่อยเวลาให้หมุนผ่านไปเฉย ๆ ในเมื่อเราเองก็สามารถเลือก และออกแบบไลฟ์สไตล์ของตัวเองได้ ไม่ต่างกับสายน้ำที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เป็นอิสระจากทุกสิ่ง


ถ้าจะให้พูดถึงแม่น้ำสายสำคัญของเมือง แน่นอนว่า… ‘แม่น้ำเจ้าพระยา’ จะต้องเป็นชื่อแรกที่ทุกคนนึกถึง เพราะเป็นแม่น้ำที่อยู่เคียงคู่กับวิถีชีวิตคนไทยมาหลายยุค หลายสมัย อีกทั้งยังมีเรื่องราวที่สวยงาม และน่าจดจำมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะความเป็นอยู่ของ 2 ฝั่งริมน้ำที่ผสมผสานศิลปะ, วัฒนธรรม, สถาปัตยกรรม และการใช้ชีวิตทั้งสมัยเก่า-สมัยใหม่เข้าไว้ด้วยกันได้อย่างแนบเนียบ


อย่างฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ‘จรัญสนิทวงศ์-บางพลัด-ปิ่นเกล้า’ ที่ทุกวันนี้ก็ได้ลบภาพย่านที่เคยอยู่ไกล ให้มีสีสันชีวิตที่คัลเลอร์ฟูลมากขึ้น สลับซ้อนทับกับความเจริญตั้งแต่อดีตที่ยังคงมีให้เห็นอยู่ตลอดทาง พอให้เราหายคิดถึง


Enjoy your everyday ที่ 'เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า' สวรรค์ของนักกิน นักชอป


หากจะมาเยือนย่านคึกคักของฝั่งนี้ ก็แนะนำให้เริ่มปักหมุดที่ “เซ็นทรัล พลาซ่า ปิ่นเกล้า” ศูนย์การค้าและไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร ที่หลังจากมีการรีโนเวทใหม่ก็กลายเป็นจุดนัดพบของคนทั้งในและนอกพื้นที่ ด้วยความพิเศษของร้านค้า ร้านอาหารที่มีมากขึ้น แถมยังตอบโจทย์คนได้ทุกเพศ ทุกวัย


ภายในเต็มไปด้วยร้านสินค้าแบรนด์ดังหลากหลายสไตล์ ทั้งเสื้อผ้า, กระเป๋า, ของประดับแฟชัน, เครื่องสำอางค์ ให้เราได้เดินชอปกันแบบจัดเต็มตั้งแต่ชั้น 1 ไปจนถึงชั้น 6 เลย


หรือขยับไปอีกหน่อยก็จะเจอร้านแฟชันแนว Street สำหรับวัยรุ่น นักศึกษาอยู่ค่อนข้างเยอะ ราคาน่ารัก เหมาะจะมาเดินเล่นในช่วงเย็น หรือช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์นี้


เอาใจสายหวานกันต่อด้วยร้านขนมของหวานสไตล์ POP-UP เก๋ ๆ ที่มีให้ชิมอยู่หลายร้านทั้งไอติม, ชานมไข่มุก, สมูทตี้, ขนมเค้กในราคาที่ไม่แพงนัก เรียกว่าเป็นสวรรค์ของนักชิมเลยก็ว่าได้


ส่วนใครที่อยากหาที่นั่งชิลล์ ๆ ภายในห้างก็มีร้านกาแฟ และคาเฟ่ไว้ให้เรานัดเพื่อนออกมานั่งเล่น พูดคุยแชร์เรื่องราวของกันและกัน หรือจะใช้เป็นที่นั่งคุยงานก็ดูผ่อนคลายไปอีกแบบ


นอกจากนี้ที่เซ็นทรัล พลาซ่า ปิ่นเกล้ายังมี Think Space และโรงภาพยนตร์เครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์อีกกว่า 8 โรง ให้ชวนกันมาดูโปรแกรมหนังเข้าใหม่ พร้อมตากแอร์เย็น ๆ ได้ตลอดทั้งวัน โดยห้างจะเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00 - 22.00 น. เรียกว่า… ไม่ต้องเสียเวลาเข้าเมือง ก็นำเทรนด์ได้ไม่แพ้ใครเลย


ใกล้กับเซ็นทรัล ปิ่นเกล้าก็จะมีห้างสรรพสินค้าอย่าง “เทสโก้ โลตัส” และ “เมเจอร์ ปิ่นเกล้า” ให้เลือกเดินด้วย เผื่อพ่อบ้านแม่บ้านคนไหนอยากซื้อหาข้าวของเครื่องใช้, อาหารแห้ง, ของสดกลับไปที่ห้องก็สะดวกสบาย


ขยับจากปิ่นเกล้าไปเล็กน้อยจะเจอกับ ‘บางพลัด’ ย่านคลาสสิกที่แต่เดิมเคยเป็นเพียงชุมชนพักอาศัยเงียบ ๆ มาตั้งแต่ปี 2310 จวบจนปัจจุบันนี้ที่ถูกความเจริญพัดพาความสะดวกสบายเข้ามา มีสถานที่คอยตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้ทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นสถานพยาบาลอย่าง โรงพยาบาลยันฮี, โรงพยาบาลตา หู คอ จมูก และโรงพยาบาลศิริราชอยู่ไม่ไกล รวมถึงสถานศึกษา, ห้างสรรพสินค้า, คาเฟ่, ร้านค้า ร้านอาหารที่สืบต่อกันมาหลายรุ่น


และที่สำคัญภายในเดือนมีนาคม 2563 ก็กำลังจะมีรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายน้ำเงิน สถานีบางพลัด เปิดให้บริการ จึงทำให้บางพลัดกลายเป็นหนึ่งทำเลน่าอยู่อาศัย ใกล้ความสงบ แต่ไม่ห่างไกลความเจริญ เพราะเราจะสามารถตรงเข้าสู่สถานีกลางบางซื่อได้ใน 4 สถานี และมีสถานีเตาปูน  อินเตอร์เชนจ์ให้ใช้เชื่อมต่อไปยังรถไฟฟ้าสายสีม่วงได้อีกด้วย



เชื่อมต่อความศิวิไลซ์รูปแบบใหม่
สู่ความเรียบง่ายที่ดีต่อใจ



สะพานกรุงธน หรือที่เรียกกันจนติดปากในชื่อของ ‘สะพานซังฮี้’ นับเป็นอีกหนึ่งตัวเชื่อมไลฟ์สไตล์ การเดินทาง และความเจริญระหว่าง 2 เมืองริมน้ำเจ้าพระยาเข้าหากัน โดยสะพานแห่งนี้ได้ถูกสร้างขึ้นในปีพ.ศ. 2497 และมีที่มาของชื่อมาจากเครื่องกิมตึ้ง หรือเครื่องปั้นถ้วยชามจีนของสะสมในรัชกาลที่ 5 จนกลายเป็นชื่อพระราชทานที่มาพร้อมความหมายอันเป็นมงคลว่า “ยินดีอย่างยิ่ง”


เมื่อข้ามสะพานซังฮี้มาก็จะเริ่มเข้าสู่เขตพระนครที่บริเวณแยกซังฮี้ และให้เราเชื่อมต่อไปยังฝั่งพญาไท-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิได้ง่าย ๆ แค่วิ่งตรงไปบนถนนราชวิถีเท่านั้น



แวะดูงานศิลป์ เคล้ากลิ่นกาแฟที่คาเฟ่ร่วมสมัย 'บ้านอาจารย์ฝรั่ง'

แต่ก่อนจะออกเดินทางต่อก็ขอแวะจิบกาแฟ ชมงานศิลปะกันที่ “บ้านอาจารย์ฝรั่ง” คาเฟ่บ้านเก่าทรงยุโรปอายุร่วมร้อยปีของ ‘อาจารย์ศิลป์ พีระศรี’ ครูผู้เป็นบิดาแห่งวงการศิลปะร่วมสมัย โดยบ้านหลังนี้ก็ได้บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ผ่านโครงสร้างสถาปัตยกรรมสไตล์ตะวันตก ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในสมัยรัชกาลที่ 5 - 6


ถึงด้านนอกจะถูกทาสีใหม่ แต่ภายในก็ยังอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความทรงจำที่หลงเหลือมาจากบ้านหลังเดิม ก่อนจะเพิ่มเติมด้วยเฟอร์นิเจอร์ร่วมสมัย ที่ทางร้านได้เลือกใช้ไม้เป็นวัสดุหลัก เพื่อให้ความกลมกลืน ดูผ่อนคลาย ยิ่งบวกกับสถานที่โล่งกว้าง มีแสงธรรมชาติส่องถึงทุกมุม ก็ยิ่งทำให้คาเฟ่แห่งนี้อบอุ่น และน่านั่งมากขึ้น


เมื่อมองไปรอบ ๆ จะเห็นงานศิลปะถูกประดับอยู่บนฝาผนัง ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่ในแกลอรี่


ใครที่เป็นคอกาแฟรับรองว่าไม่ผิดหวัง เพราะทาง Craftsman Roastery ได้ทำการคัดสรรเมล็ดกาแฟมาเป็นอย่างดี พร้อมสร้างสรรค์เมนู Signature แบบที่หาทานที่ไหนไม่ได้มาไว้ให้ทุกคนได้ลิ้มลอง ถ้าอย่างนั้นก็เดินไปสั่งเมนูที่เคาน์เตอร์กันเลย


เปิดตัวอย่างสวยงามด้วย ‘Black Coffee Mojito (135 บาท)’ ที่เกิดจากการผสมกันของน้ำมะขามกับเอสเพรสโซ่ ที่ให้รสชาติขมอมเปรี้ยว ออกหวานนิด ๆ ดื่มแล้วสดชื่น โดยกาแฟแก้วนี้จะค่อนข้างเบา แม้แต่คนที่เริ่มดื่มกาแฟก็ยังทานได้สบาย ส่วนเหตุผลที่ใช้น้ำมะขามมาเป็นตัวชูโรง ก็อาจมาจากความชื่นชอบในการดื่มน้ำมะขามของอาจารย์ศิลป์นั่นเอง


ซึ่งไม่ใช่แค่กาแฟเท่านั้นที่น่าสนใจ แต่เมนูอื่น ๆ ก็มีความครีเอทไม่แพ้กัน โดยเฉพาะ ‘Scone (150 บาท)’ ที่เสิร์ฟคู่กับแยมซอสมะขาม และครีมสดเนื้อเนียน


ตัวสโคนหอมกลิ่นเนย ยิ่งทานตอนร้อน ๆ เอาออกจากเตาใหม่ ๆ ยิ่งละมุน ด้วยเนื้อแป้งที่ค่อนข้างนิ่มจนใช้ช้อนตักลงไปได้ง่าย พอรวมกับแยมซอสมะขามที่ให้รสเปรี้ยวนำ แล้วปาดครีมลงไปอีกหน่อย บอกเลยว่า… ทุกอย่างดูลงตัวกันมากเมื่ออยู่ในปาก


ส่วนใครที่ไม่ค่อยชอบดื่มกาแฟนัก ก็เปลี่ยนมาสั่งสมูทตี้แทนได้ โดยเราจะขอเลือก ‘Tropical honey Smoothie (135 บาท)’ แก้วนี้ให้ผู้ที่หลงรักกลิ่นหอมของเสาวรส และน้ำผึ้งเป็นพิเศษ รสชาติเปรี้ยวหวานกลมกล่อม ให้ความสดชื่นตามเอกลักษณ์ของวัตถุดิบ แถมเนื้อสมูทตี้ยังละเอียดดื่มง่าย ช่วยคลายร้อนได้เป็นอย่างดี


นอกจากนี้ที่ร้านยังมีขนมเค้ก, อาหาร, ของว่างสไตล์โฮมเมดอีกหลายเมนู ให้เราเลือกชิมอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์ หากใครชอบชิ้นไหนก็สามารถเดินไปสั่งมาลองกันได้เลย และไม่อยากจะบอกว่า ครัวซองค์ชิ้นนั้นหอมมาก ถ้าได้ทานคู่กับลาเต้ร้อน หรือชาร้อนอีกสักแก้ว คงอร่อยน่าดู


อิ่มท้องแล้วไปอิ่มใจกันต่อบนชั้น 2 ของคาเฟ่ ที่จัดแสดงผลงานศิลปะทั้งภาพพิมพ์, ภาพวาด และภาพถ่ายของอาจารย์ศิลป์ พีระศรีเอาไว้มากมาย


โดยชั้นนี้จะให้อารมณ์เหมือนเป็นแกลอรี่ขนาดย่อม ที่รอให้ทุกคนขึ้นมาซึมซับ และนึกถึงครูศิลปะท่านนี้อยู่ตลอดเวลา พร้อมทั้งให้ความรู้สึกอบอุ่นและใกล้ชิด เมื่อเราลองคิดเล่น ๆ ว่ากำลังเดินอยู่ในบ้านที่ศิลปินผู้เป็นแบบอย่างของนักศิลปะรุ่นใหม่ ก็เคยเดินผ่านบริเวณนี้เช่นกัน


สำหรับใครที่ชื่นชอบงานคราฟต์ ก็สามารถเลือกซื้อสินค้า และงานออกแบบกลับไปเป็นที่ระลึกได้ด้วย


หากว่างเมื่อไรก็อย่าลืมแวะมาเยี่ยมเยือน “บ้านอาจารย์ฝรั่ง” ได้ทุกวันตั้งแแต่เวลา 07.00 - 17.00 น. ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์จะเปิด 07.00 ไปจนถึง 20.00 น.


Facebook : Craftsman x บ้านอาจารย์ฝรั่ง

เบอร์โทร : 065 234 0044




ใกล้ชิดความเจริญ 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งอบอุ่น และน่าสัมผัส


ได้เวลาออกไปเที่ยวเล่นในย่านข้างเคียงฝั่งพระนครกันเสียที และถึงย่านสานเสนจะเป็นชุมชนดั้งเดิมที่อยู่คู่กับแม่น้ำเจ้าพระยามานาน แต่พอเวลาเปลี่ยน ความทันสมัยเริ่มแทรกซึมเข้ามาอยู่ในทุกพื้นที่ ถนนสามเสนก็มี Community mall เกิดขึ้นใหม่ได้เหมือนกันทั้ง ‘Market place’ ที่ตั้งอยู่บริเวณหัวมุมแยกซังฮี้ หรือจะขยับไปอีกหน่อยก็จะเจอ ‘Supreme complex’ เปิดอยู่ไม่ไกล


ใกล้กันจะมี “โรงเรียนราชินีบน” ตั้งอยู่ด้วย และหากเราวิ่งต่อไปบนถนนสามเสน ผ่านสี่แยกบางกระบือไปเรื่อย ๆ ก็จะเจอแยกเกียกกายที่เชื่อมต่อกับถนนประชาราษฎร์สาย 1 ช่วยพาเราเข้าสู่ตัวเมืองนนทบุรีได้สะดวก ส่วนที่มาที่ไปว่าทำไมถึงต้องเป็น “บางกระบือ” นั่นก็เพราะสมัยรัชกาลที่ 5 บริเวณนี้เคยถูกใช้เป็นจุดซื้อขายวัวควายกันนั่นเอง


ขยับมาทางเทเวศร์ก็จะมี “มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร” ตั้งอยู่ ทำให้ตลอดทั้งวันจะค่อนข้างคึกคักไปด้วยนักศึกษา กับกลุ่มคนทำงานที่แวะเวียนมาหาอาหารทานกันเป็นประจำ


และหากถามว่า ‘เทเวศร์’ มีเรื่องราวอะไรน่าสนใจอีกบ้าง ก็ต้องบอกเลยว่า… บริเวณนี้เป็นที่ตั้งของวังเทเวศร์ ที่ประทับแห่งต้นราชสกุลกิติยากร ซึ่งปัจจุบันได้มีการอนุรักษ์ส่วนของพระตำหนักใหญ่เอาไว้ ในชื่อของบ้านบรรทมสินธุ์ พร้อมปรับปรุงพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นสำนักงานของอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์นั่นไงละ นอกจากนี้เรายังสามารถข้ามสะพานพระราม 8 เพื่อกลับไปยังฝั่งธนบุรีได้อีกด้วย


“สนใจมาเติมพลังก่อนกลับห้องด้วยกันไหม” โดยมื้อเย็นของเราจะเป็นร้านอาหารริมน้ำ บรรยากาศสบาย ๆ ที่หาได้มากมายในย่านจรัญสนิทวงศ์-บางพลัด อย่าง The Water Front ร้านอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยา ติดเชิงสะพานซังฮี้ ที่ภายในแบ่งออกเป็น 2 ส่วน มีทั้งส่วน Indoor และ outdoor ให้เลือกนั่ง แต่เพราะวันนี้อากาศกำลังดี เลยขอออกไปนั่งรับลมที่ด้านนอกดีกว่า


นอกจากวิวจะดีแล้ว หน้าตาอาหารยังน่าทานจนต้องขอสั่งมาชิมทีเดียว 3 เมนู เป็นเมนูไทย ๆ รสชาติจัดจ้าน อย่าง ห่อหมกทะเล, ปูนิ่มผัดฉ่า และยำทะเลพิโรธ


ว่าแล้วก็ขอข้าวสวยมาทานคู่กับ ‘ห่อหมกทะเล’ เลยล่ะกัน ซึ่งทางร้านจะเสิร์ฟมาในลูกมะพร้าวใบโต ที่ให้ทั้งความหอม และรสชาติเข้มข้ม พร้อมจัดเต็มด้วยเนื้อปลา, กุ้ง, ปลาหมึก และหอยแมลงภู่ ส่วนอีกจานก็จัดจ้านไม่แพ้ใครกับ 'ยำทะเลพิโรธ' ที่ปรุงด้วยน้ำยำพริกสด รสชาติเผ็ดเปรี้ยวถึงใจ พอคลุกเคล้ากับวุ้นเส้นที่อยู่ด้านล่าง บอกเลยว่า... เข้ากันกำลังดี


สำหรับจานสุดท้ายจะมาพร้อมกลิ่นหอมของเครื่องเทศพริกไทยอ่อน, ใบกะเพรา และกระชาย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เมนูผัดฉ่า พอนำมาผัดกับปูนิ่นกรอบ ๆ ก็จะยิ่งทำให้สัมผัสของ 'ผัดฉ่าปูนิ่ม' จานนี้แตกต่างไปจากเดิม ตัวปูไม่อมน้ำมัน ได้รสเผ็ดร้อนถึงเครื่อง


แถมเรายังมีอาหารตาสวย ๆ เป็นวิวริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้มองอย่างใกล้ชิด ซึ่งช่วยสร้างความผ่อนคลายให้ตลอดมื้ออาหารนี้เต็มอิ่มมากขึ้น ร้าน The Water Front จะเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 17.00 - 23.59 น.


ส่วนใครที่ยังไม่อยากกลับห้อง ก็แวะมาเดินย่อย และเฝ้าคอยพระอาทิตย์ลับขอบน้ำบนสะพานซังฮี้ก่อนได้ แถมยังไม่ต้องกลัวเหงา เพราะเราจะมีเพื่อนเดินด้วยตลอดทาง บ้างก็เดินสวนกับคุณพ่อคุณแม่ไปรับลูกหลานที่เรียนอยู่อีกฝั่งแม่น้ำ บ้างก็เจอคนกำลังยืนอยู่ดูท้องฟ้าเปลี่ยนสี บ้างก็เจอกลุ่มเพื่อนที่ชวนกันขึ้นมาถ่ายรูปเล่น เหมือนเป็นวิถีชีวิตเล็ก ๆ ที่แสนเรียบง่ายของคนย่านนี้


คงจะดีไม่น้อย... ถ้าเราได้มีโอกาสสัมผัสกับบรรยากาศเหล่านี้ด้วยตัวเอง เช้าตื่นมาก็เห็นพระอาทิตย์โผล่พ้นน้ำขึ้นมาทักทาย พอช่วงสายก็มีอะไรให้ทำไม่รู้เบื่อ ส่วนตอนเย็นก็มีแสงอาทิตย์ และวิวแม่น้ำเจ้าพระยาคอยอยู่เป็นเพื่อนจนเราเข้านอน...


เตรียมพบกับ Ideo Charan 70-Riverview โครงการใหม่ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา ที่จะทำให้ชีวิตของคนเมืองเหมือนได้ชาร์จพลังอยู่ตลอดเวลากับวิวแม่น้ำทุกยูนิต* นราคาเริ่มต้น 1.59 ล้านบาท เฉลี่ย 62,000 บาท/ตร.ม. เป็นราคาที่คุ้มค่ามากๆ หาไม่ได้อีกแล้วเพราะเป็นราคาพอๆกับโครงการในละแวกใกล้เคียงที่เปิดตัวเมื่อ 4-5ปีที่แล้ว


พร้อมโลเคชันสุดแสนสะดวกสบาย สามารถเข้า-ออกเมืองได้หลากหลายเส้นทางทั้ง ใกล้รถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน (อนาคต) สถานีบางพลัด 295 เมตร, ท่าเรือพายัพ 550 เมตร และทางด่วนศรีรัช 2.5 กิโลเมตร




นอกจากนี้ยังสามารถช่วยให้ทุกคนเข้าถึงสถานที่ทำงาน, สถานที่สำคัญ ตลอดจนไลฟ์สไตล์ที่ชอบได้ทั้ง 2 ฝั่งเมือง ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร, ศูนย์การค้า, คาเฟ่ และแหล่งชอปปิง....

  • Tesco Lotus บางพลัด : 140 เมตร
  • Yanhee Hospital : 1.4 กิโลเมตร
  • Supreme Complex : 1.8 กิโลเมตร
  • Faculty of Medicine Vajira Hospital : 1.9 กิโลเมตร
  • Saint Gabriel's College : 2.5 กิโลเมตร
  • Suan Sunandha Rajabhat University : 2.5 กิโลเมตร
  • St. Francis Xavier Convent School : 2.6 กิโลเมตร
  • Major Pinklao : 3.3 กิโลเมตร
  • Tesco Lotus Pinklao : 3.5 กิโลเมตร
  • Central Pinklao : 3.7 กิโลเมตร



จากข้อมูลเท่าที่ทราบมา โครงการ Ideo Charan 70-Riverview จะมี layout ห้องที่หลากหลายตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างดีเลย โดยเริ่มต้นที่ ห้อง Studio / 1 Bed / 1 Bed Plus / 2 Beds / Hybrid ซึ่งวันนี้เราก็ได้นำบรรยากาศห้อง Hybrid มาให้ชมกัน ซึ่งเป็นรูปที่โครงการหลุดออกมา โดยตำแหน่งนี้อยู่ในชั้น 33 ขึ้นไป เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่กับ Living เพดานสูง 4.55 เมตร พร้อมด้วยวิวแม่น้ำตัดเส้นขอบฟ้าในเวลาเดียวกัน



สำหรับคนที่สนใจ ลงทะเบียนรับข่าวสาร และรับสิทธิพิเศษ iPhone 11 รุ่นใหม่ล่าสุด คลิกที่นี่ https://anan.ly/2miaG1L



เรื่องราวต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร...?

Related Stories

Esto Talks

See All >

VDO / LOL - Living Out Loud

Living Out Loud : รีวิวคอนโด Chateau in Town จรัญสนิทวงศ์ 96/2