รูปบทความ Climate Change: อากาศที่เปลี่ยนไป

Climate Change: อากาศที่เปลี่ยนไป

อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2 องศาเซลเซียสหมายความว่าอย่างไร


เราจะพบกับน้ำท่วมโลกเพราะน้ำแข็งขั้งโลกละลายเร็วขึ้น

เราจะพบกับภาวะแห้งแล้งรุนแรง ส่งผลไปถึงภาคเกษตรไม่สามารถผลิตอาหาร ทำให้ขาดแคลนอาหาร

เราจะพบกับพายุที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

เราจะพบกับทะเลทรายแห่งใหม่มากมาย

เราจะพบกับคลื่นความร้อนรุนแรงได้บ่อยขึ้น


นี่คือผลของ Climate change ที่เราทุกคนจะสัมผัสได้หากไม่มีการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ทรัพยากรของโลก และยังมีการคาดการณ์มากมายที่พูดถึงเรื่องอุณหภูมิเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นนี้ ซึ่งในกรณีเลวร้ายที่สุดคือ ภายในปี 2100 สิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์มีโอกาสสูญพันธุ์เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะปะการัง มีโอกาสถูกทำลายสูงถึง 99%


วันนี้ Esto จึงพาทุกคนมาสังเกตอากาศที่แปรปรวนและมีความสุดโต่งกันมากขึ้นอย่างไรบ้าง เมื่อปัจจุบันอากาศไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว


อุ่น-ร้อน สู่ หนาว-เย็น

สภาพอากาศที่เราคุ้นเคยคือการมีหน้าร้อนที่ร้อนมากอยู่แล้ว แต่การที่อุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นนั่นหมายความว่า เราจะร้อนมากขึ้นไปอีก ไม่ใช่ตามค่าเฉลี่ยแต่ต้องมากกว่านั้นไปอีก แต่เรายังมีประเทศที่ร้อนกว่าเราอีกมาก เช่นแถบแอฟริกา ที่อาจจะต้องเผชิญคลื่นความร้อนทุก 5 ปีหากอุณหภูมิเฉลี่ยยังเกิน 1.5 องศาเซลเซียสตามที่ IPCC( คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) ได้กำหนดเอาไว้


หากหน้าร้อนยังร้อนมากขึ้น แล้วหน้าหนาวจะเหลืออะไร


โดยปกติถ้าโลกร้อนมากขึ้น ฤดูหนาวก็จะหนาวน้อยลง แต่มันไม่เป็นแบบนั้น เพราะกลไกของความแปรปรวนทางสภาพอากาศส่งผลต่อเนื่องถึงกันเกิดเป็น “สภาพอากาศสุดขั้ว” คือเมื่อร้อนสุดขั้วแล้ว เราก็จะเจอกับสภาพอากาศหนาวสุดขั้ว หาความพอดีไม่ได้


อย่างเช่นเมื่อปี 2019 ที่ผ่านมา ในเมืองชิคาโกต้องพบกับอากาศหนาวรุนแรงจากอิทธิพลของลมวนขั้วโลกหรือปรากฏการณ์ Polar Vortex พัดเข้ามา และในช่วงต้นปียังหนาวขึ้นไปแตะถึง -46 องศาเซลเซียสกันไปเลย


แห้ง-ชื้น สู่ ไฟ-ฝน

ใครที่เคยไปประเทศหนาวหรือมีสภาพอากาศโดยทั่วไปแตกต่างจากเราจะพอสังเกตได้ถึงความชื้นในอากาศที่ต่างกัน ซึ่งจะทวีความรุนแรงมากขึ้น อย่างเช่นในพื้นที่ที่อากาศร้อนชื้น ก็จะเพิ่มความเหนะหนะรำคาญตัว หรืออาจจะกลายเป็นฝนตกชุกอย่างภาคใต้ของเราได้


แต่ที่อันตรายคืออากาศร้อนและแห้ง ซึ่งทำให้เกิดไฟได้ง่ายแต่ดับได้ยาก อย่างเช่นที่ออสเตรเลียหรือแคลิฟอร์เนีย ที่เราต้องเสียพื้นที่สีเขียวของโลกกันไปมากมาย พร้อมกับความเสียหายทั้งคนและสัตว์อีกด้วย


ขณะเดียวกันความอันตรายอีกรูปแบบคือภัยหนาวที่มาพร้อมกับความชื้น ทำให้ต้องเจอกับพายุหิมะ เรียกว่าเป็นช่วงเวลาที่ธรรมชาติพร้อมจะซ้ำเติมเราได้ตลอดเวลาเลยทีเดียว


ว่าด้วยเรื่องของฝุ่น

ฝุ่นครองเมือง” เป็นคำนิยามที่เราจะได้ยินกันเป็นประจำ แต่ไม่ใช่การซ้ำเติมจากธรรมชาติที่ทำร้ายเราในเรื่องนี้ เพราะจะสาเหตุหรือผลลัพธ์ก็ล้วนมาจากคนทั้งสิ้น วิธีแก้ไขก็ยังขึ้นอยู่กับตัวแปรมากมายและเวลาในการฟื้นฟู


แต่ฝุ่นทั้งขนาด PM 10 และ PM 2.5 จะเดินทางกันตามสภาพอากาศที่กำลังเปลี่ยนแปลง และหนักมากขึ้นเมื่อสภาพอากาศความร้อนมีการผกผัน อธิบายง่ายๆ คือในฟดูหนาวที่อากาศเย็นพัดมาบวกกับความแห้ง ถูกลมร้อนดกดเอาไว้ทำให้ฝุ่นระบายออกไปไม่ได้ ถูกขังเอาไว้ในระดับ 10 กิโลเมตรจากพื้นดิน พอลมร้อนเริ่มพัดมาฝุ่นเหล่านี้ก็จะถูกพัดให้ลอยสูงขึ้นและหายไปนั่นเอง


จากความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ก็เป็นเหตุให้ทั่วโลกรณรงค์ให้รักษ์สิ่งแวดล้อมก็เพื่อการลดความเสี่ยงในการเกิดการล้างเผ่าพันธุ์เหมือนที่ไดโนเสาร์โนจะเกิดขึ้นกลับเรา เมื่อโลกปรับตัวเองไปอยู่ในจุดที่ไม่เอื้ออำนวยกับสิ่งมีชีวิตจะอยู่อาศัยได้อีกต่อไป หากบอกว่า เรากำลังพยายามจะยื้อเวลาให้สามารถอาศัยอยู่บนโลกได้นานขึ้น ก็ไม่ใช่คำพูดที่ผิดเลย


อ้างอิง

chula.ac.thcatdumb.comseub.or.th


บทความที่น่าสนใจ

Friday is Happy กับสถานที่พักผ่อนกับความสุขในบรรยากาศแสนสบาย

7 งานอดิเรกเพิ่มทักษะพร้อมความสุขในปีใหม่

"3 ไอเท็มเด็ด" ช่วยป้องกันฝุ่น PM2.5

ผลวิจัยเผย ปี 2050 กรุงเทพฯ เสี่ยงจมน้ำ?

เมื่อฉันต้องอยู่กับพวกเขา เหล่า PM 2.5 ในวันนี้ ควรทำอย่างไรดี?


เรื่องราวต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร...?

Related Stories

Esto Talks

See All >

VDO - Catch Up

Catch Up : คอนโด Rich Park Terminal @Phahonyothin 59